วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

ค้าปลีก Sears, Kmart และ Macy ในสหรัฐฯ ปิดสาขารับปี 2017

ค้าปลีก Sears, Kmart และ Macy ในสหรัฐฯ ปิดสาขารับปี 2017 : "ปี 2017 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล"

ทุกครั้งที่ผู้เขียนเริ่มเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับการพลิกผัน (Disruption) จะมีความไม่สบายใจ เพราะเพื่อนๆ ผู้เขียนหลายท่าน รวมทั้งผู้ติดตามบทความก็กำลังทำธุรกิจที่มีแนวโน้มขาลงตามกระแสโลก ผู้เขียนเองต้องขออภัยผู้อ่านที่อ่านแล้วอาจจะไม่สบายใจ จึงขอเสนอแนะว่า เราสามารถเลือกอ่านหรือเสพสื่อใดก็ได้ที่ทำให้เราสบายใจ ดังนั้นเพื่อความสบายใจก็ขอให้ท่านมองผ่านบทความของผู้เขียนไป แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอยืนยันว่า ในเนื้อหาทุกบทความของผู้เขียนจะไม่ใส่อคติใดๆ และข้อมูลจะมาจากแหล่ง reference ที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะระบุไว้ท้ายบทความเสมอ และผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านที่เปิดใจอดทนอ่านด้วยสติและปัญญาและปราศจากอารมณ์ จะได้รับประโยชน์จากบทความแน่นอน

วันนี้ผู้เขียนได้พูดคุยกับเพื่อนอเมริกันผ่าน whatsapp ในเรื่องวิกฤติของธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐฯ จึงได้ค้นคว้าเพิ่มเติมข่าวสารให้ผู้อ่านได้รับทราบ

Sears ได้ตัดสินใจประกาศในช่วงปีใหม่ โดยปิดสาขากว่า 150 แห่ง ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของอุตสาหกรรมค้าปลีกของสหรัฐฯ อันสืบเนื่องมาจากการถูกท้าทายโดยร้านค้า online เช่น Amazon ซึ่งในสมัยที่ผู้เขียนเรียนปริญญาโทที่เมือง Atlanta มลรัฐจอร์เจีย ผู้เขียนมักจะหาเวลาพักผ่อนเดินเล่นหาซื้อของในร้านทั้งสองเสมอ โดยในขณะนั้นมี Sears และ Kmart ในมลรัฐจอร์เจียทั่วทุกแห่ง

Sears Holding Corp. (SHLD) ได้ประกาศว่าจะทำการปิดสาขาของ Kamart อีกถึง 109 สาขา และ outlets ของ Sears อีก 41 สาขา รวมไปถึงการยกเลิกแผนที่จะจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์ช่างฝีมือ (Craftman tool) ภายใต้ตราสินค้า Stanley Black & Decker แต่ SHLD ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของการจ้างงานของพนักงานแต่อย่างใด โดยการปิดสาขาในปี 2016 ก็ได้มีการปิดไปแล้ว 78 สาขา ส่วนในปี 2015 ปิดไปมากกว่า 200 สาขา

ซึ่งในปลายปี 2014 Eddie Lampert, CEO ของ Sears ได้ให้ข้อมูลว่า Sears อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital transformation) โดยจะอยู่ในรูปแบบ membership-based และ e-commerce-centric retailer และกำลังสร้าง "Shop Your Way program" ขึ้นมา โดยจะค่อยๆ ลดสาขาที่เป็นกายภาพให้น้อยลงตามลำดับ

Macy ได้ประกาศรับปี 2017 เช่นกัน โดยปิด 68 สาขาและต้องให้พนักงานออกจากงาน 10,000 ตำแหน่ง เหตุการณ์นี้เกิดจากผลของรายได้การประกอบการที่ย่ำแย่ลงมาตลอด อีกทั้ง Macy ยังคาดว่าจะต้องปลดพนักงานอีก 3,900 ตำแหน่งจากแผนการปิดสาขาอีกอย่างต่อเนื่อง และยังต้องปลดพนักงานที่เกิดจากการปรับปรุงกระบวนการภายในองค์กรอีก 6,200 ตำแหน่ง

Macy ได้เปิดเผยด้วยว่า การตัดค่าใช้จ่ายของ Macy ด้วยการปลดพนักงานและปิดสาขาก็เพื่อนำเอางบประมาณของบริษัทไปมุงเน้นลงทุนในธุรกิจดิจิทัล ซึ่งในปรากฏการณ์นี้ Prof. Mark Cohen ศาสตราจารย์ของ Columbia Business School ได้ให้ความเห็นว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของการประกาศปิดสาขาและปลดพนักงานครั้งสุดท้ายของ Macy และยังให้ความเห็นอีกด้วยว่า มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และแน่นอน "more to come"

Prof. Mark Cohen ได้ให้ความเห็นด้วยว่า การที่องค์กรไม่ยินดีที่จะรับรู้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็จะได้รับผลนี้ นั่นก็คือการปิดตัวของธุรกิจในที่สุด
--------------
ข้อมูลเพิ่มเติม

(1) Hardvard Business Review ได้ลำดับก่อนหลังธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ จะถูก disrupt ดังนี้
(1) Media
(2) Telecom
(3) Financial services
(4) Retail
(5) Insurance
(6) Education
(7) Healthcare

(2) ผู้บริหาร ที่มีวิสัยทัศน์จึงสามารถคาดการณ์การพลิกผัน (Disruption) ในอุตสาหกรรมได้ ก็จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถประเมินความสามารถขององค์กรในอนาคตได้ การจ้างบุคลากรที่เหมาะสมจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขององค์กรได้ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้เกิดการตัดสินใจจากข้อมูล และมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่องค์กรที่เชี่ยวชาญทางดิจิทัล และเป็นที่แน่นอนว่า องค์กรที่ยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าวก็จะต้องกลายเป็นผู้ตาม และอาจถูกทิ้งอยู่ข้างหลังอย่างไม่ต้องสงสัย

Reference
[1] http://money.cnn.com/2017/01/05/investing/sears-kmart-closing-stores/
[2] http://fortune.com/2014/12/15/sears-ceo-lampert/
[3] http://money.cnn.com/2017/01/04/news/companies/macys-job-cuts-stock/index.html
[4] https://hbr.org/2016/03/the-industries-that-are-being-disrupted-the-most-by-digital
----------------
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ
รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม
www.เศรษฐพงค์.com
8 มกราคม 2560  10:00
-----------------
หากท่านสนใจความรู้ด้านดิจิทัล
เข้าร่วมกับเราและทักเข้ามาที่
LINE id : @march4g
------------------

ปัจจัยเสี่ยงต่อเงินในกระเป๋าของท่าน ปี 2017

ปัจจัยเสี่ยงต่อเงินในกระเป๋าของท่าน ปี 2017

1. ราคาน้ำมันขาขึ้น

หลังจากภาวะน้ำมันลงราคาต่อเนื่องยาวนาน เนื่องจากสหรัฐอเมริกาได้นำเอาเทคโนโลยีขุดเจาะปิโตรเลียมแบบใหม่ (Fracking) และภาวะน้ำมันล้นตลาดหลังจากอิหร่านเปิดประเทศอีกครั้ง ปี 2017 เป็นปีที่ราคาน้ำมันจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยแนวโน้มมีให้เห็นตั้งแต่ปลายปี 2016 อันมาจาก
- OPEC และชาติผลิตน้ำมันนอก OPEC ซึ่งได้แก่ รัสเซีย อิหร่าน ได้ลงมติลดกำลังการผลิตน้ำมันพื่อกระตุ้นราคา ลดการขาดดุลงบประมาณ
- สภาพเศรษฐกิจอเมริกาที่เริ่มฟื้นตัว บริโภคพลังงานมากขึ้น และรัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล
- จีนเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการก่อสร้างและผลิตภายในอีกรอบ
เป้าหมายราคาน้ำมันปีนี้ จึงมีโอกาสขึ้นถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเปรียบเป็นราคาน้ำมันขายปลีกในโครงสร้างภาษีปัจจุบันที่ 35-40 บาท/ลิตร อีกครั้งหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ราคาแก๊สก็ลอยตัวขึ้นไปรออยู่แล้ว ใครขับรถก็เตรียมเงินเผื่อไว้ให้ดี

2. เงินเฟ้อขาขึ้น

เมื่อน้ำมันกลับมาขึ้นราคา ค่าขนส่งและสินค้าต่างๆ ก็เตรียมขึ้นตาม (ส่วนที่ว่า ทำไมตอนน้ำมันลง ราคาสินค้าไม่ยักลง นั่นเป็นปริศนาที่แม้ ม.44 ก็แก้ไม่ได้)
แม้อาจจะเป็นเรื่องดีที่สินค้าเกษตรบางรายการที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยอาจจะมีราคาดีขึ้น แต่เกษตรกรอาจไม่ได้ผลดีเลย เพราะราคารับซื้อยังคงไม่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น ภาวะเงินฝืดที่มีมายาวนานหลายปี ถ้าเงินเฟ้อขึ้นฉับพลัน คนที่ไม่มีเงินสดอยู่กับตัวอาจเกิดภาวะช็อค
อย่างไรก็ตามอาจจะเป็นปีที่ดีสำหรับตลาดหุ้น เพราะเม็ดเงินที่ไหลเข้าจะช่วยให้แมลงเม่าทั้งหลายดี๊ด๊ากันพอสมควร

3. ดอกเบี้ยขาขึ้น

เมื่อ FED เริ่มขึ้นดอกเบี้ยในอเมริกา การที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนไว้ไม่ให้ไหลกลับ และป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อขึ้นมากเกินควร ดอกเบี้ยไทยก็มีแนวโน้มจะเป็นขาขึ้นเช่นกัน ใครที่ผ่อนอสังหาริมทรัพย์ ผ่อนบ้านไว้ อาจจะพบว่าเงินผ่อนที่ท่านจ่ายไปกลายเป็นดอกเบี้ยมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนผู้ที่จะซื้อรถ ซื้อของเงินผ่อนใหม่ อาจพบว่าของราคาแพงขึ้นเพราะดอกเบี้ย ในขณะที่เงินเดือนและโบนัสไม่เป็นขาขึ้นแบบดอกเบี้ยบ้างเลย

ในภาวะอะไรๆ ก็จะขึ้น แต่เงินรายได้ไม่ขึ้น เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่ขึ้นแบบนี้ ถ้าไม่เตรียมพร้อมให้ดีแล้ว ระวังว่าขาของท่านจะได้ขึ้นไปก่ายหน้าผากแทนแน่นอน!
ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนแล้วต้องเสี่ยงและลงทุนเพื่อได้มา
แต่เราจะไม่มีวันเป็นนักลงทุนที่ร่ำรวยได้ หากไม่รู้จักว่า "จริงๆ แล้วเงินคืออะไร?” เรารู้จักความหมายของเงินจริงๆ แค่ไหน แล้วรู้ไหมว่าจริงๆ แล้ว แสตมป์เซเว่นก็ถือเป็นเงินชนิดหนึ่ง!

ในอดีตก่อนที่ธนาคารกลางจะผลิตธนบัตร (เงินกระดาษ) ที่เราใช้กันได้ จำเป็นต้องมีทองคำมาวางค้ำประกัน แต่ปัจจุบันวิธีการนี้ได้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี คศ 1971 ยุคของประธานาธิบดีริชารด นิกสัน และเปลี่ยนมาใช้เป็นหนี้ของรัฐบาลอเมริกาเป็นตัวค้ำประกันมูลค่าแทนทองคำ.. และเริ่มมีการพิมพ์ธนบัตรเองออกมาอย่างมโหฬาร

ผลคือคนที่ถือครอง Asset ต่างๆ เช่น ที่ดิน หุ้น ทองคำ จะรวยขึ้นๆ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้มีมูลค่าในตัวเอง แต่คนที่มีแต่เงินฝากในธนาคาร ก็จะมีแต่มูลค่าลดลง ซวยขึ้นและจนลงทุกวัน..

และอีกผลคือ..คนที่กำลังทำงานเพื่อเงิน เงินที่มีมูลค่าลดลงไปทุกวัน..

ต้องหาเครืองมือทำเงินอีกทางให้เจอ ต้องเหนื่อยให้แซงภาวะเงินเฟ้อ เมื่อมองในระยะยาว ทำให้คิดได้ว่าแล้วเราจะทำงานเพื่อเงินต่อไปอีกนานเท่าไหร่?
ทำไมไม่ลองหันมาให้เงินทำงานแทนเราบ้างล่ะ..

#youarewhatyouinvest
#ใช้เงินทำงานแล้วเอาเวลาไปทำในสิ่งที่รักกัน

ทองคำขาว

ทองคำขาว มีชื่อภาษาอังกฤษว่า แพลทินัม(Platinum) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า PT  มักถูกใช้เป็นตัวโลหะสำคัญในวงการแพทย์ เช่น เครื่องมือผ่าตัด เพราะเนื่องจากไม่เป็นสนิม และนิยมนำมาทำเครื่องประดับ เพราะจะมีความขาวที่ยาวนานมาก (ไม่ลอกไม่ดำ) ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องนำไปชุบด้วยโรเดียมเหมือนทองขาว ส่วนทองขาว มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "ไวท์โกลด์" (White gold)

ผู้ซื้อส่วนใหญ่มักสับสนระหว่างทองคำขาว กับ ทองขาว ซึ่งที่จริงแล้วเป็นโลหะคนละชนิดกัน และมักจะเรียกกันแบบผิดๆ สืบต่อกันมา แต่จริงๆ แล้วทองคำขาว(Platinum) จะมีราคาสูงกว่าทองคำบริสุทธิ์(Gold) ประมาณ 2 เท่า  และ ทองขาวจะถูกกว่าทองคำบริสุทธิ์100% แต่ในอัตราส่วนของทองคำที่เท่ากัน ทองขาว จะแพงกว่าทองคำ เพราะว่ามี เงิน และ แพลเดียม ที่ใช้เป็นส่วนผสมของทองขาว ซึ่งมีราคาสูงกว่า ทองแดง และ สังกะสี ที่ใช้เป็นส่วนผสมของทองคำ ส่วนทองคำขาว(Platinum) เป็นโลหะมีค่าที่ไม่ผสมกับโลหะอื่นๆ และ เป็นคนละชนิดกับ ทอง และ ทองขาว(White gold) ไม่สับสนกันแล้วใช่ไหมคับ

ข้อควรระวัง  เมื่อรู้ว่า ทองคำขาว(Platinum) เป็นโลหะมีค่าคนละชนิดกันกับ ทอง และ ทองขาว(White gold) ซึ่งมีราคาแพงกว่า มักจะมีบางร้านบอกลูกค้าว่าเครื่องประดับทองขาว(White gold) เป็นเครื่องประดับทองคำขาว(Platinum) เพื่อให้สินค้าตัวเองดูดี มีราคาสูงขึ้น ในราคาเครื่องประดับทองคำขาว(Platinum) ซึ่งอาจจะทำให้หลายคนได้เครื่องประดับทองขาวมา แต่กลับต้องซื้อในราคาเครื่องประดับทองคำขาว(Platinum) ยังไงก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ ทองขาว(White gold) หรือ ทองคำขาว(Platinum) ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดกันหน่อยก็จะดีมาก นะคับ…

โรเดี่ยม(Rhodium) เป็นโลหะมีค่าที่แพงที่สุดในกลุ่ม (แพงกว่าทองคำประมาณ 10 เท่า) ในวงการเครื่องประดับจะใช้ชุบเคลือบชิ้นงานที่ทำจากทองคำ และ เงิน เพื่อให้ชิ้นงานมีความแวววาว สวยงาม และ คงทน มีคุณสมบัติทนทานต่อการผุกร่อน ป้องกันการเกิดออกไซด์(หมองคล้ำ) ที่ผิวได้ยากขึ้น เครื่องประดับที่มีมาตรฐานต้องชุบโรเดี่ยม โดยปราศจากการผสมนิกเกิล  ซึ่งจะทำให้มีผลกระทบต่อผู้สวมใส่บางคน ผู้ที่สวมใส่เครื่องประดับที่มีส่วนผสมของนิกเกิล อาจเกิดอาการแพ้ได้

นอกจากนี้ มักจะมีกรณีที่ผู้ขายบอกผู้ซื้อว่าเป็นชิ้นงานเครื่องประดับโรเดี่ยม ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย เนื่องจากโรเดียมเป็นโลหะที่แพงมาก และ จุดหลอมเหลวสูงมาก ไม่สามารถนำมาขึ้นรูปเป็นตัวเรือนชิ้นงานได้ ดังนั้นจะใช้โรเดียมในการชุบชิ้นงานเท่านั้น และ การชุบโรเดียมในชิ้นงานที่ทำจากทองขาว และ เงิน  จะทำให้เครื่องประดับมีความแวววาว สวยงาม นานขึ้น  ทองขาว(ทองคำผสมกับเงินและแพลเลเดียม) และ งานเงิน เมื่อยังไม่ได้ชุบ จะมีสีนวลๆ เหลืองอ่อนๆ ดังนั้นจึงต้องนำมาชุบด้วยโรเดี่ยม เพื่อความแวววาว และ เพิ่มความสวยงามให้ชิ้นงานมากขึ้น

หากชุบโรเดี่ยมแล้วจะเกิดการหมองอีกหรือไม่? ตอบอย่างนี้คับ หากว่าเครื่องประดับที่ซื้อมีมาตรฐานการชุบอย่างดีแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานเครื่องประดับของแต่ละคนด้วย โดยปกติการสวมใส่ และ การขัดเช็ดตัวเรือนด้วยน้ำยาทำความสะอาดเครื่องประดับอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยเคลือบผิวชั้นนอกและป้องกันออกไซด์ได้ มีการเก็บรักษาไว้ในกล่องดูแลอย่างถูกวิธี  ก็จะทำให้เครื่องประดับคงความแวว สวยงาม ได้นานยิ่งขึ้น...

แพลเลเดียม(Palladium) เป็นธาตุที่มีหมายเลขอะตอม 46  หรือเรียกสั้นๆ คือ Pd แพลเลเดียม เป็นโลหะทรานซิชันหายาก อยู่ในกลุ่มเดียวกับแพลทินัม ซึ่งมีสีขาวเป็นประกายตามธรรมชาติและไม่หมองง่าย  มีสมบัติทางเคมีคล้ายกับแพลทินัม สามารถสกัดได้จากแร่ทองแดงและนิกเกิล ใช้ประโยชน์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ในอุตสาหกรรมเครื่องเพชร  เนื่องจาก แพลเลเดียม มีความยืดหยุ่น  ขึ้นรูปง่ายและมีน้ำหนักเบามากกว่าโลหะชนิดอื่นๆ ในกลุ่มแพลทินัม จึงเหมาะสำหรับนำมาทำเครื่องประดับอัญมณี ซึ่งเครื่องประดับแพลเลเดียมจะมีราคาต่ำกว่า เครื่องประดับที่ทำจากแพลทินัมประมาณสิบเท่า ในขนาดเท่ากัน อย่างไรก็ตาม แพลเลเดียม นิยมนำไปผสมกับโลหะชนิดอื่นๆ ในการทำเครื่องประดับ เพื่อให้เกิดความแข็งแรงและทนทาน ซะมากกว่า

สำหรับบทความนี้ผมหวังว่าคงจะทำให้หลายๆ ท่าน หายสงสัยและสับสนระหว่างโลหะมีค่าชนิดต่างๆ ไม่มากก็น้อยนะคับ ในความเป็นจริงมีโลหะมีค่าอีกหลากหลายชนิดในโลกที่นำมาใช้ในวงการเครื่องประดับ แต่ที่กล่าวมาเบื้องต้นจะเป็นโลหะมีค่าหลักๆ ที่นิยมนำมาใช้กันคับ...
ที่มา:http://www.pembagems.com

ทองคำ ตามประเทศต่างๆ

ทองคำ(Gold)  คือ ธาตุเคมีที่มีหมายเลขอะตอม 79 มีสัญลักษณ์ คือ Au จัดอยู่ในกลุ่มธาตุมีสกุลชนิดหนึ่ง ทองคำ เป็นธาตุโลหะทรานซิชันสีเหลืองทองมันวาวเนื้ออ่อนนุ่มสามารถยืดหรือตีเป็นแผ่นได้ ทองคำไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีส่วนใหญ่  ประโยชน์นำมาทำเครื่องประดับหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ยังใช้ประโยชน์ในด้าน งานทันตกรรม และ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงด้านอุตสาหกรรม อีกด้วย

แล้วส่วนใหญ่ที่เรียกกัน “ทองเค” มีความหมายอย่างไร?

หน่วยชั่งของ เพชร เราจะเรียกว่า กะรัต(Carat) ตัวย่อ คือ ct  ส่วนหน่วยชั่งของ ทอง เราก็เรียกว่า กะรัต (Karat) เช่นกัน  แต่มีตัวย่อต่างกัน คือ  K หรือ K-gold โดยทั่วๆ ไปคนไทยเราจะเรียกกันว่า “ทองเค”  คับ เช่น ทอง 24K ความหมาย คือ มีส่วนผสมของทองคำแท้อยู่ 99.99% ถึง 100% แต่คนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยกับทองเค เพราะมาตรฐานทองรูปพรรณในบ้านเรา  จะนิยมเรียกกันเป็นเปอร์เซนต์ซะมากกว่า เช่น ทองคำบริสุทธิ์ 96.5%  บางคนสงสัยว่า “ทองเค” ใช่ทองคำแท้หรือเปล่า “ทองเค” ก็คือ ทองคำแท้ๆ นั้นแหละคับ แต่จะที่มีส่วนผสมของโลหะชนิดอื่นๆ ก็แล้วแต่สูตรของแต่ละร้าน เช่น บางร้านอาจผสมทองแดงเป็นสัดส่วนที่มากหน่อยเพราะต้องการให้สีของทองออกมามีสีอมแดง หรือ บางร้านอาจชอบให้ทองสีออกเหลืองขาวก็ผสมเงินเข้าไปมากหน่อยแต่อยู่ในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะได้ความบริสุทธิ์ของทอง 96.5% เช่นกัน

ในวงการจิวเวลรี่ “ทองเค” ทอง18K  หรือเรียกอีกอย่างว่า ทอง75 ความหมาย คือ มีส่วนผสมของทองคำแท้75% และอีก 25% อาจมีส่วนผสมของเงิน ทองแดง หรือ แพลเลเดียม แล้วแต่สูตรของแต่ละร้าน  เพราะว่ามีความแข็งแรง คงทน และมีความเงางามมากกว่าทองคำแท่ง หรือ ทองคำรูปพรรณที่มีเนื้อทอง96.5% ที่เรียกว่าทอง965 

ส่วนทอง 22K  บ้านเราจะนิยมเรียกกันว่า ทอง90 ซึ่งก็มีความหมาย คือ มีส่วนผสมของทองคำแท้ 90% และอีก10% จะเป็นเงิน ทองแดง หรือสังกะสี ก็แล้วแต่สูตรของแต่ละร้าน สำหรับเปอร์เซ็นต์ทองที่เหมาะสำหรับขึ้นตัวเรือนจิวเวลรี่ก็คือ ทอง 90% นี่ล่ะคับ เพราะถ้าหากเปอร์เซ็นต์ทองสูงกว่านี้ ตัวเรือนจะอ่อนเกินไป มีสิทธิ์ที่จะบิดเบี้ยว หรือใส่ไปสักพักก็บิ่นผิดรูปได้ ทำให้ไม่แข็งพอที่จะเกาะเพชรพลอยได้อยู่  สังเกตได้ว่าเวลาเราใส่เครื่องประดับทองรูปพรรณที่เป็นทองแท้ 96.5% ตามร้านทอง จะเห็นได้ชัดเลยว่าทองจะอ่อนมากและบิดง่าย นี่คือ เหตุผลว่าทำไมเครื่องประดับจิวเวลรี่ถึงนิยมใช้ทอง 90% (ทอง 22k) กันคับ

แล้วหากนำทองแท้มาผสมโลหะชนิดอื่นเป็น "ทองเค" ไปแล้วหล่ะ  จะสามารถนำทองเคกลับมาทำให้เป็นทองบริสุทธิ์ได้หรือไม่ คำตอบคือ...ได้คับ โดยการนำ "กรดกัดทอง" มาใช้กัดธาตุที่ผสมในเนื้อทองเคออกไป ซึ่งธาตุที่ไม่ใช่ทองคำก็จะสูญสลายไปเหลือแต่ทองคำแท้ นั่นเองคับ…

แสดงการเปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ทองได้ดังนี้...

ทอง 24K   คือ  ทอง 99.99%     เฉดสีที่ได้  ทอง    ประเทศที่นำนิยม  สวิตเซอร์แลนด์

ทอง 23.16K  คือ ทอง96.5%     เฉดสีที่ได้  เหลืองทองเข้ม  ประเทศที่นำนิยม  ไทย

ทอง 22K       คือ  ทอง 91.75%     เฉดสีที่ได้  เหลืองทอง  ประเทศที่นำนิยม  อินเดีย

ทอง 21K       คือ  ทอง 87.50%    เฉดสีที่ได้  เหลืองทอง  ประเทศที่นำนิยม   กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

ทอง 18K       คือ  ทอง 75.00%     เฉดสีที่ได้  เหลืองขาว  ประเทศที่นำนิยม   อิตาลี  ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น

ทอง 14K       คือ  ทอง 58.50%      เฉดสีที่ได้  เหลืองขาว  ประเทศที่นำนิยม   สหรัฐอเมริกา อเมริกาเหนือ อังกฤษ

ทอง 10K       คือ  ทอง 41.67%     เฉดสีที่ได้   เหลือง  ประเทศที่นำนิยม   สหรัฐอเมริกา อเมริกาเหนือ

ทอง 9K         คือ  ทอง 37.50%     เฉดสีที่ได้   เหลืองปนเขียว  ประเทศที่นำนิยม    อังกฤษ

ทอง 8K         คือ  ทอง 33.75         เฉดสีที่ได้   เหลืองซีด  ประเทศที่นำนิยม    เยอรมนี

ที่มา:http://www.pembagems.com

ทองเค

ทองK 8k,9k,10k,12k,14k,18k,22k,24k, ตราแสตมป์บนทอง (hallmark) บอกอะไรคุณ?

Karat กะรัตทอง … หรือคนไทยเรียกสั้นๆง่ายๆว่า “K” มันเป็นหน่วยวัดส่วนผสมของทองในส่วนต่อ 1000 หรือ 100% ก็คือ 24k นั่นเอง เพราะฉนั้น ตัว K หรือกะรัต มักจะใช้ตัวย่อเป็นตัวเลข 3หลัก หรือไม่ก็ K ตรงๆไปเลย ยกตัวอย่างนะ ถ้าตัวเลข3หลักคือ 585 ก็หมายถึง ทอง 14K ซึ่งมีเนื้อทองคำผสมอยู่ 58.8%

ลองมาดูว่าทองเคมีกี่ชนิด และกี่ชื่อเรียกอะไรบ้าง?
-     8K, 8ct หรือ 333   (ได้รับความนิยมบ้างในกลุ่มประเทศยุโรป)
-     9K, 9ct หรือ 375  (ได้รับความนิยมในฝั่งอังกฤษและออสเตรเลีย)
-     10K, 10ct หรือ 416  (ได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกา)
-     12K, 12ct หรือ 500 (ส่วนใหญ่จะเป็นนาฬิกาเก่า ไม่ค่อยเห็นนำมาทำเครื่องประดับกัน)
-     14K  14ct หรือ 585  (นิยมกันในตลาดเอเชีย และตลาดต่างประเทศรวมถึงในประเทศสหรัฐอเมริกา)
-     18K, 18ct หรือ 750  (เป็นที่นิยมมากสำหรับ ทอง18k เป็นมาตรฐานทองขั้นต่ำสำหรับขายในอิตาลี)
-     22K, 22ct หรือ 916  (คนไทยเรียกทอง 90 ชอบเอามาทำ แหวน กรอบพระต่างๆ)
-     24K, 24ct หรือ 1000  หรือทองบริสุทธิ์ (อ่อนเกินไปสำหรับการผลิตเครื่องประดับใส่)

แต่ทั้งหมดนี้ ล้วนมีส่วนผสมของทองคำแท้ทั้งสิ้น จึงมีราคาสูงตามปริมาณทองคำที่ผสมลงไปในเครื่องประดับ

สแตมป์หรือตราประทับบนทอง เวลาดูให้สังเกตุนะครับว่า ถ้ามีอักษรพวกนี้อยู่ข้างหน้าตัวเลขให้ระวัง เช่น EP, GP, HGP, (Electroplate, gold plate, hard gold plate ) พวกนี้จะหมายความว่าทองชุบ

ส่วนตัวเลข 800, 925, 950 ตัวเลขพวกนี้จะอยู่บนเครื่องประดับโลหะเงิน

ส่วนทองคำขาวนั้น คือการนำโลหะทองคำตามธรรมาชาติที่มีสีเหลืองมาผสมกับโลหะอื่นตามอัตราส่วนผสมที่กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อให้ได้สีออกมาเป็นสีขาวมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เนื้อทองคำ 18k เมื่อมีโลหะทองสีเหลืองอยู่ 75% จะผสมกับโลหะอะไรก็ยังคงมีสีเหลืองให้เห็น ดังนั้นโดยปกติเครื่องประดับทองคำขาวที่ทผสมโลหะเนื้อทองคำแท้กับโลหะอื่น มักจะนำไปชุบสำเร็จด้วยโลหะโรเดียมอีกชั้น เพื่อความสวยและความสวยแวววาว เพราะโลหะโรเดียมนั้น มีความแววววาวสูง และสีสันก็สวยงามด้วย แต่เนื้อโลหะก็ยังเป็นทองคำอยู่ และราคาก็ไม่ต่างจากทองคำสีเหลือง

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560

โลหะทองคำ

ทองคำล้ำค่า
          "ทองคำ" เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง จัดอยู่ใน จำพวกโลหะที่มีเนื้ออ่อน สีเหลืองสุกปลั่ง ตลอดเวลา มีอุณหภูมิหลอมละลายที่ ๑๐๖๓ องศาเซลเซียส และสามารถตีให้บางเป็นแผ่นจนมีความหนาเพียง ๐.๐๐๐๑ มิลลิเมตร หรือที่เรียกกันว่า ทองคำเปลว จากคุณสมบัติของทองคำที่มีลักษณะเฉพาะตัว มีเนื้อสีเหลืองสุกปลั่งเป็นประกาย ไม่เป็นสนิม ไม่หมอง ไม่มีคราบไคล จึงดูสะอาดตาและนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

          มนุษย์รู้จักนำทองคำมาเป็นเครื่องใช้เครื่องประดับมากกว่า ๕,๐๐๐ ปี โดยมีหลักฐานจากสมัย อียิปต์โบราณ จีน และอินเดีย นอกจากนี้ ทองคำยังเป็นแร่ที่หายาก มีปริมาณน้อย ประกอบกับคุณสมบัติที่คงทน และสวยงาม จึงทำให้ทองคำเป็นแร่โลหะที่มีค่า ตีราคาให้เป็นมูลค่าซื้อขายแลกเปลี่ยนกับมูลค่าสินค้าอื่นได้ ในสมัยก่อนเคยใช้ทองคำเป็นทุนสำรองในการผลิตธนบัตรของประเทศต่างๆ แต่ปัจจุบันได้เลิกใช้ไปแล้ว หลังจากที่ได้ยกเลิกการใช้มาตรฐานทองคำในด้านการเงินระหว่างประเทศ

           คุณสมบัติทางเคมีและทางฟิสิกส์

           คุณสมบัติทางเคมี
          ทองคำเป็นโลหะ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีสูตรทางเคมีคือ Au มักเกิดผสมกับแร่เงิน (Ag) หรือเกิดรวมกับแร่อื่นๆ เช่น เทลลูเรียม (Te) ทองแดง (Cu) เหล็ก (Fe) จะละลายในกรดกัดทองเท่านั้น

          คุณสมบัติทางฟิสิกส์
          ลักษณะที่พบทั่วไปเป็นเกล็ด หรือเม็ดกลมเล็กๆ หรือเป็นก้อนใหญ่ ที่พบในรูปของผลึกนั้นหายาก และมักไม่ค่อยสมบูรณ์ ทองคำมีสีเหลืองเข้มมันวาว ถ้ามีโลหะเงินปนมากกว่าร้อยละ ๒๐ ทองคำก็จะมีสีเหลืองอ่อนจางๆ เรียกว่า อิเล็กทรัม (electrum) ทองคำมีความแข็ง ๒.๕ - ๓ ซึ่งนับว่าอ่อนถ้าเทียบกับโลหะชนิดอื่น นอกจากนี้ยังดึงให้เป็นเส้นเล็กๆ ได้ง่ายเมื่อผสมกับโลหะชนิดอื่นจะทำให้เนื้อทองคำแข็งขึ้น ทองคำมีความถ่วงจำเพาะ ๑๕ - ๑๙ แล้วแต่ว่าเนื้อทองคำจะมีส่วนผสมของโลหะชนิดอื่นมากน้อยเพียงใด หากเป็นทองคำบริสุทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะมีความถ่วงจำเพาะ ๑๙.๓ ความบริสุทธิ์ของทองคำคิดเป็น กะรัต (carat) โดยกำหนดว่า ทองคำ ๒๔ กะรัต เป็นทองคำบริสุทธิ์

          แหล่งกำเนิดทองคำ

          เกิดจากแหล่งปฐมภูมิ
           เป็นแหล่งแร่อยู่ในสายหรือทางแร่ทองคำ (gold bearing vien) ซึ่งเกิดรวมกับหินอัคนี เช่น เกิดรวมในสายแร่ควอตซ์ปนกับแร่ไพไรต์ แร่คาลโดไพไรต์ แร่กาลีนา แร่สฟาเลอไรต์ ซึ่งแร่เหล่านี้มีความสัมพันธ์กับมวลหินแกรนิต การเกิดของแร่ทองคำแบบนี้จะมีสารละลายน้ำร้อน (hydrothermal solution) ที่มาจากต้นกำเนิดที่เรียกว่า หินหนืด (magma) ซึ่งเคลื่อนตัวตามรอยแตกของหินภายใต้เปลือกโลก ส่วนบนของมวลหินหนืดจะเป็นหินแกรนิต และสารละลายน้ำร้อนจะตกผลึกให้เป็นแร่ หรือสายแร่ตามรอยแตก

          เกิดจากแหล่งทุติยภูมิ
          เป็นแหล่งแร่บนลานแร่ (placer deposit) ซึ่งมีธารน้ำไหลผ่าน มักปนกับแร่หนักชนิดอื่นๆที่ทนกับการสึกกร่อน เช่น แร่แมกนีไทต์ แร่อิลเมไนต์ แร่การ์เนต ทองคำขาว โดยมีชั้นดินหรือกรวดทรายปิดทับชั้นที่มีแร่ไว้ การเกิดแบบนี้ หินต้นกำเนิดมักอยู่ในภูมิ-ประเทศที่เป็นภูเขาหรือพื้นที่ลาดชัน เมื่อเกิดการผุสลายตัวไปตามธรรมชาติ ก็ถูกธารน้ำไหลพัดพาไปจากแหล่งเดิม แต่ทองคำและแร่อื่นที่หนักและทนต่อการสึกกร่อนผุพัง ก็ จะแยกตัวออกจากเศษหินดินทรายอื่นๆ และสะสมมากขึ้นตรงบริเวณที่เป็นแหล่งลานแร่ ซึ่งถ้าเป็น แหล่งแร่ท้องน้ำ (stream deposit) แร่จะสะสมรวมตัวกันมากขึ้นบริเวณท้องน้ำจนกลายเป็นแหล่งแร่ ส่วนการสะสมของแร่ที่มีอยู่ตามไหล่เขา หรือที่ลาดชันใกล้กับหินต้นกำเนิด หรือสายแร่เดิม จะเป็นแหล่งแร่พลัด (eluvial deposit) ต่อมาจะมีตะกอนของดิน ทราย กรวดมาทับถมกันเป็นชั้นหนา จนเกิดเป็นลานหรือแหล่งแร่ทองคำ การผลิตทองคำของโลกส่วนใหญ่จะได้จากแหล่งลานแร่ซึ่งพบได้ในทุกทวีป แหล่งแร่ที่ถือว่าสำคัญที่สุดอยู่ที่มณฑลทรานสวาล ในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตทองคำได้ถึงร้อยละ ๔๐ ของผลผลิตทั่วโลก

          แหล่งแร่ทองคำในประเทศไทย
          ในประเทศไทยได้พบแหล่งแร่ทองคำ มาแล้วในหลายจังหวัด ที่รู้จักกันดี ได้แก่ แหล่งแร่ทองคำโต๊ะโมะ อยู่ที่อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส และแหล่งทองคำในเขตอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งแร่ทองคำในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำพูน และจังหวัดเลย ปัจจุบันมีการทำเหมืองแร่ทองคำในเชิงพาณิชย์ที่แหล่งแร่ทองคำชาตรี ในบริเวณอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยได้พัฒนาเปิดเหมืองทองคำ รวมทั้งตั้งโรงงานถลุงแร่ทองคำและเงิน เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๔