วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ความเป็นผู้บริหารหรือที่เรามักเรียกกันว่า CEO

เคยสงสัยไหมครับว่า ความเป็นผู้บริหารหรือที่เรามักเรียกกันว่า CEO นั้นมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หรือต้องสั่งสมประสบการณ์สร้างมันขึ้นมาเอง? เบน โฮโรวิทซ์ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นนักธุรกิจชั้นนำกล่าวว่า ทักษะขั้นสูงส่วนใหญ่ล้วนต้องอาศัยเวลาหลายปีเพื่อสั่งสมประสบการณ์การทำงาน

คุณลักษณะสำคัญต่างๆ ของ CEO เช่น การติชมพนักงานนั้น มาจากการฝึกฝน ไม่ต่างจากกีฬามวยที่ต้องฝึกยกเท้าด้านหลังก่อน ซึ่งเป็นท่าทางที่ฝืนธรรมชาติ โดยเขากล่าวว่า “ปกติแล้วก็ต้องใช้เวลาหลายปีนะ กว่าผู้บริหารจะพัฒนาทักษะความสามารถต่างๆ ที่จำเป็นต่อการบริหารได้” ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ความเป็น CEO ไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิด หากแต่ต้องสั่งสมมาจากประสบการณ์นั่นเอง

การจะกลายเป็นผู้นำที่ดีได้ต้องอาศัยการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าใครก็ตามที่ฝึกหนักแล้วจะกลายเป็น CEO ที่ดีได้หมดทุกคนหรอกนะ คุณอาจรู้สึกอิจฉาผู้นำบางคนที่แทบไม่ต้องฝึกฝนอะไร แต่ก็เป็นผู้นำที่ใครๆ ต่างเคารพนับถือ เนื่องจากคนเหล่านี้มีชุดความคิดบางอย่างเป็นพื้นฐานก่อนการเรียนรู้เพื่อไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีมาแต่ก่อนแล้วนั้นเอง

1. คุณเป็นคนอยากรู้อยากเห็นและใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ

ลักษณะข้อแรกในการพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จก็คือ การเป็นคนรักการเรียนรู้อยู่เสมอ อย่างที่นักธุรกิจชื่อดังแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็น วอร์เรน บัฟเฟตต์ บิลล์ เกตส์ ไปจนถึงโอปราห์ วินฟรีย์ มักจะบอกว่าตัวเองเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าคุณต้องการข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือกว่านี้ เราก็มีมานำเสนอให้คุณเช่นกัน

The New York Times ได้เขียนเกี่ยวกับงานวิจัยหนึ่งที่เผยว่า ประสบการณ์การทำงานหลากหลายบทบาทจะทำให้คุณมีแนวโน้มไปสู่ตำแหน่งสูงสุดขององค์กรได้มากกว่า ตั้งแต่การเงินจนไปถึงฝ่ายการตลาด ไม่ใช่แค่ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาให้เก่งในด้านที่ตัวเองทำเท่านั้น

นีล เออร์วิน นักข่าวของ The New York Times เขียนไว้ว่า “การประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของความฉลาดหรือการไต่เต้าไปสู่จุดสูงสุด แต่คือการสะสมทักษะที่หลากหลายและสามารถเรียนรู้เรื่องที่อยู่นอกเหนือจาก comfort zone ของตัวเองได้”

2. คุณเต็มใจยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่โง่ที่สุดในห้อง

แน่นอนว่า CEO จะต้องเป็นคนฉลาดในระดับหนึ่งจึงจะบริหารบริษัทได้ แต่สำหรับผู้บริหารชั้นนำนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าความสามารถส่วนตัวก็คือการเฟ้นหาและรับฟังผู้ร่วมงานที่มีความสามารถนั่นเอง การเป็นผู้นำที่ดีต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตัว ยอมรับนับถือในความสามารถของผู้อื่น รวมถึงต้องมีความมั่นใจในตนเองพอที่จะกล้าเปิดเผยขีดจำกัดของตนและรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วย

นอกจากนั้น เควิน จอห์นสัน ยังได้เขียนอธิบายไว้อย่างชัดเจนอีกว่า คุณต้องยอมรับให้ได้ว่าบางครั้งคุณก็อาจเป็นคนที่โง่ที่สุดในห้องก็ได้ “คนทั่วไปมักจะกลัวคนฉลาด ถ้าให้เลือกระหว่างการถูกขังไว้กับผู้คนที่ฉลาดสุดๆ กับคนธรรมดาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ คนส่วนใหญ่ก็จะเลือกอยู่กับคนธรรมดามากกว่า”

คุณต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และผลลัพธ์ที่ได้มาก่อนอัตตาของตนเสมอ และควรคบหากับเหล่าคนที่ฉลาดๆ เข้าไว้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมจอห์นสันจึงมองหาเพื่อนใหม่ๆ ที่ฉลาดเป็นเลิศอยู่เสมอ “พวกเขาทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ บางทีก็ถึงขั้นรู้สึกว่าตัวเองยังโง่มากๆ แต่ผมรับได้นะ เพราะรู้ว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรมากมายจากพวกเขา” เขาอธิบาย

3. คุณทำตามความฝัน แม้จะรู้ว่ามันเป็นไปได้ยาก

อยากรู้ไหมว่า อีลอน มัสก์ ผู้เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่กล้าเสี่ยงมากที่สุดในโลกนั้นจัดการกับความเสี่ยงยังไง? เขาไม่ได้ไม่ใส่ใจมันหรอกนะ ซ้ำยังเพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า อันที่จริงแล้ว เขากลัวความเสี่ยงสูงจากการดำเนินโครงการหลุดโลกต่างๆ เช่น เรื่องการอาศัยบนดาวอังคาร โดยยอมรับว่า “ผมรู้สึกกลัวมากเลยล่ะ!”

แทนที่จะเผชิญกับความเสี่ยงด้วยการมองโลกในแง่ดีอย่างไร้เหตุผล มัสก์จะศึกษาโอกาสของความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น และลิสต์รายการความเสี่ยงทั้งหมดที่เขากำลังเผชิญอยู่ แต่เขาก็จะดำเนินการต่ออยู่ดี “ตอนเริ่มทำ SpaceX ผมคิดว่าโอกาสที่จะสำเร็จนั้นมีแทบไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ และผมก็ยอมรับได้ว่าเราอาจจะไม่เหลืออะไรกลับมาเลย แต่บางทีเราอาจจะสามารถสร้างความก้าวหน้าอะไรขึ้นมาบ้างก็ได้” เขากล่าว

การเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นเครื่องหมายการค้าของนักบริหารที่เยี่ยมยอดเลยก็ว่าได้  โรเบิร์ต สคอเบิล ผู้ซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ CEO ให้กับเว็บไซต์ Rackspace ได้เขียนลงในเว็บไซต์ Quora ว่า ผู้บริหารในอุดมคติเป็นคนที่ “เชื่อมั่นว่าจะทำเป้าหมายในระยะยาวให้สำเร็จได้ ในขณะเดียวกันก็ยังกังวลเรื่องการทำตามเป้าในระยะสั้นให้ได้ด้วย มุมมองแบบนี้ทำให้ผู้ประกอบการรักษาความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของบริษัทได้โดยไม่ละเลยงานพื้นฐานๆ ของธุรกิจ Startup ด้วย”

4. คุณหมกมุ่นในสิ่งที่ทำ

บ้างก็เรียกคุณลักษณะเช่นนี้ว่า ความคลั่งไคล้ (Passion) บ้างก็เรียกว่าความใส่ใจ แต่ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม การเป็น CEO ชั้นเยี่ยมจะต้องสามารถจดจ่อกับโจทย์หรือปัญหาที่น่าสนใจและคิดหาวิธีแก้ไขจนกว่าจะสำเร็จให้ได้

ยกตัวอย่างเช่น บิลล์ เกตส์ ในสมัยที่ยังเป็นนักเขียนโปรแกรมหนุ่ม เป็นที่รู้กันดีว่าเขามักจะนั่งทำงานจนฟุบหลับหน้าคอมพิวเตอร์เสมอ และก็ทำงานต่อได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากสะดุ้งตื่น นอกจากนี้ยังมี
นิค วู้ดแมน CEO ของบริษัท GoPro ผู้หมกมุ่นกับความใฝ่ฝันจะพัฒนาคุณภาพการบันทึกวิดีโอการเล่นเซิร์ฟและใช้เวลาเฝ้าทดลองอย่างจริงจังหลายต่อหลายเดือน

ดรูว์ ฮูสตัน ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Dropbox อธิบายคุณลักษณะดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยเอาไปเปรียบกับลูกเทนนิส “ลูกเทนนิสก็เหมือนกับการค้นหาสิ่งที่คุณคลั่งไคล้นั่นแหละ” เขากล่าว “ผู้ประกอบการและคนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ที่ผมรู้จักน่ะคลั่งไคล้และหมกมุ่นกับการแก้ปัญหาที่สำคัญต่อพวกเขามากๆ แล้วที่เปรียบเทียบอย่างนี้ก็เพราะ ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมโยนลูกเทนนิสใส่สุนัขของผม มันจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นคลั่งไคล้ในลูกเทนนิสนั่นทันที”

แล้วคุณล่ะ มีความรู้สึกตื่นเต้นหรือคลั่งไคล้อะไรบ้างไหมเวลาเจอกับปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้?

5. คุณเป็นนักเล่าเรื่องชวนฟัง

ในเมื่อสิ่งที่คุณอยากทำคือธุรกิจไม่ใช่รายการทีวียอดฮิต แล้วทำไมการเล่าเรื่องเก่งถึงสำคัญนักต่อการเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จล่ะ? คำตอบก็คือ เพราะว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้เหตุผล (พบเห็นได้ง่ายๆ ตามวงคุยถกเถียงเรื่องการเมือง) ดังนั้นคุณจึงต้องดึงดูดให้ผู้คนมีอารมณ์ร่วมให้ได้ถ้าอยากโน้มน้าวหรือเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเขา

“เหล่า CEO ต้องจัดการกับความขัดแย้งระหว่างหลายกลุ่มผู้ร่วมผลประโยชน์” สคอเบิลกล่าว “บ่อยครั้งที่ความต้องการของลูกค้าไม่ตรงกับนักลงทุน เพราะฉะนั้น CEO ที่ดีจึงต้องมีความสามารถในการโน้มน้าวให้คนอื่นเห็นด้วยกับตนเอง หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเขาไปเลย”

 

Source : Business Insider

แค่รู้จักสร้างสตอรี่ สินค้าก็ดูน่าซื้อขึ้น 99%

แค่รู้จักสร้างสตอรี่ สินค้าก็ดูน่าซื้อขึ้น 99%

สิงหาคม 7, 2017Nismanee SriwiriyaB29

ในยุคสมัยที่การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากคู่แข่งทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งที่จะทำให้สินค้าหรือบริการเราน่าสนใจ คือ การสร้างความแตกต่าง ซึ่งทางคุณธรรมศักดิ์ อรชุนวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์  ได้เปิดเผยในรายการ SME Smart Service มีใจความว่า

นอกซะจากสินค้าของคุณต้องมีความแตกต่างจากคู่แข่งจนเป็นที่สะดุดตาของผู้บริโภคแล้ว การสร้างความแตกต่างของสินค้าทางด้านคุณภาพของสินค้าก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคอีกด้วยเช่นกัน

นอกเหนือจากนั้นการสร้างความแตกต่างทางด้านเรื่องราวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเห็นถึงความแตกต่าง และยังสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้อีกด้วย ต่างจากสมัยก่อนที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าโดยดูจากคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปตามยุคสมัย สินค้าและบริการมีให้เลือกมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องทำการบ้านหนักขึ้น ซึ่งวิธีที่ได้ผลคือ การทำการตลาดโดยใส่ความบันเทิงควบคู่กันไปด้วย

โดยเทคนิคในการสร้างสตอรี่คือ ต้องสื่อสารไปในเชิงของอารมณ์ โดยให้ผู้บริโภครู้สึกถึงประโยชน์ที่จะได้รับหลังจากซื้อสินค้าของเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจำเป็นที่จะต้องสร้างเรื่องราวเพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นภาพแบบชัดเจน ซึ่งเรื่องราวที่เราสร้างมานั้นอาจจะเป็นการบอกเล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจหรือสินค้า วัตถุดิบที่ใช้ หรือคุณภาพของสินค้าหรือบริการที่เต็มเปี่ยม รวมไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภค เพียงแค่เราหาจุดเด่นของสินค้าและบริการของเราให้ได้ สร้างเรื่องราวให้ตรงจุด เพียงเท่านี้ธุรกิจของเพื่อนๆก็เกิดอย่างแน่นอน!

ติดตามข่าว SMEs และบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่ !
Website : smartsme.tv
Facebook : SmartSME
Line@ : @smartsme
Twitter : @smartSME_TV

วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Gold hallmarks


Gold hallmarks

Hallmarks originated to show the purity of gold in a piece of gold jewellery and included the mark of the assaying office that certified the purity as well as the fineness or caratage of the gold. Later, trademarks that showed which goldsmith had manufactured the product were added.

Hallmarking jewellery was Europe's earliest form of consumer protection, dating back to King  Louis IX of France and Edward I of England in the 1200s. As craft guilds arose in these two dominant markets of Middle Ages Europe, state-appointed assayers examined precious metal goods. Their prescribed mark, and subsequently marks for individual goldsmiths and production dates, became a pre-requisite for gold items offered for public sale.

In 1327, King Edward III of England granted a charter to the ‘Worshipful Company of Goldsmiths,’ headquartered in London at Goldsmiths' Hall. The English term ‘hallmark’ originates with this hall and its official marks.

In the UK, all gold products sold on the home market must now be hallmarked at one of the four assay offices in London, Birmingham, Sheffield and Edinburgh each of which has a distinctive mark. Articles weighing less than 1 gram are exempt.

Similar systems to clearly identify the caratage and origin of gold items have been introduced over time and around the world. But each nation has created its own requirements and distinctive markings.

In the US, an item’s caratage(/karatage) may be identified by independent signage close to the piece of jewellery or verbal information. It does not have to be marked on the piece itself. If an item is marked, it must also have a trademark stamp in close proximity to identify its origin. In the US, the fineness in parts per thousand is often used to indicate purity instead of caratage.

In many other countries, including in Italy, India and China, jewellery hallmarking is voluntary. Gold manufacturers apply their own marks to their creations, to attest to their origin and caratage. This practice pre-dates the modern Italian state in the traditional centres of gold craftsmanship of Italy, such as Arezzo, Vicenza, Valenza or Bassano del Grappa. Here, the manufacturer’s identification mark is composed of a number and the first two letters of his region, as for example, 1 AR for Arezzo. In Switzerland, hallmarking on jewellery is optional except for metal watch cases.

In an attempt at standardising the inspection of precious metals, in 1972, a group of European nations signed the Vienna Convention on the Control of the Fineness and the Hallmarking of Precious Metal Objects. Most European nations are party to the Vienna system and a number of other nations monitor it. It introduced a Common Control Mark (CCM).

Each member country agrees to allow goods marked with the CCM mark to be imported without further testing and marking if such articles would normally qualify for a domestic mark. To be marked with the CCM a precious metal must bear a fineness mark, a responsibility mark and an Assay office mark. The CCM thus represents an additional protection and quality mark.

For gold, the CCM symbol is the balance scales, superimposed on two intersecting circles.

Read World Gold Council report 'Developing Indian Hallmarking'

หรู ไม่ได้แปลว่ารวย

ยิ่งหรู ไม่ได้แปลว่ารวย คนรวยจริงในอเมริการะดับท็อปเปลี่ยนพฤติกรรมมาบริโภค “สิ่งที่มองไม่เห็น”

By Thongchai Cholsiripong
 -

06/08/2017

ต่อให้หรูแค่ไหน สมัยนี้ก็ตามเก็บกันทันหมดแล้ว ไม่ว่าจะเพชรพลอย เครื่องประดับ บ้านหรู รถราคาแพง กระเป๋าหลักล้าน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บ่งบอกสถานะทางสังคมอีกต่อไป คนรวยจริงที่อยู่บนยอดพีระมิด 1% เลิกเสียเงินให้กับของหรูพวกนี้มาสักพักแล้ว จะมีก็แต่คนรายได้ปานกลางเท่านั้นที่ยังคงเอื้อมกันต่อไป

Photo: Pixabayเมื่อความหมายของการแสดง “ความรวย” เปลี่ยน

มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The Sum of Small Things: A Theory of the Aspirational Class ของ Elizabeth Currid-Halkett ที่เพิ่งตีพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ในปี 2017 นี้ โดยศึกษาสังคมอเมริกันร่วมสมัยและเน้นไปที่พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนในสังคม

เธอพบว่า ในอดีต “ข้าวของเครื่องใช้หรูหรา” ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า นาฬิกา เพชรพลอย อัญมณี บ้าน รถ กระเป๋า ฯลฯ เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะทางชนชั้น ยิ่งหรูก็แปลว่ายิ่งรวย แต่ในสังคมร่วมสมัยนี้อาจไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว

จากสถิติบอกว่า นับตั้งแต่ปี 1996 – 2014 คนรวยระดับบน หรือที่เรียกกันว่า “พวก 1%” ในสหรัฐอเมริกา ใช้จ่ายในสิ่งของหรูหราน้อยลงมาก เพราะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งชาติอีก ในขณะที่กลุ่มคนรายได้ปานกลางคือกลุ่มที่ใช้จ่ายกับสิ่งของหรูหรามากที่สุด อย่างในปี 2014 กลุ่มคนรายได้ปานกลางนี่เองที่ใช้จ่ายกับในส่วนนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยประจำปีถึง 35%

Photo: Pixabayแล้วเหล่าบรรดาคนรวย 1% เขาใช้จ่ายในอะไรกัน?

คนรวยระดับท็อปกลุ่มนี้หันไปใช้จ่ายกับ “สิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีคุณค่า” อ่านมาถึงตรงนี้ ต้องบอกก่อนว่า สิ่งที่มองไม่เห็นในที่นี้ไม่ใช่เรื่องลี้ลับ หรือเรื่องไสยศาสตร์แต่อย่างใด

“สิ่งที่มองไม่เห็น” ที่พวก 1% ใช้จ่ายก็คือ การไปลงทุนกับเรื่องการศึกษาของเด็กๆ ลูกๆ หลานๆ, ไปท่องเที่ยวในที่แปลกๆ, เดินทางไปในดินแดนห่างไกล, ไปเน้นการออกกำลังกาย, ไปเล่นโยคะ, ไปเล่นพิลาทิส, ไปเข้าร่วมกับวงโอเปร่า หรือจ้างคนใช้ในบ้านเพิ่มเพื่อแลกกับเวลาว่างที่มากขึ้น

Photo: Pixabayสรุป

ในโลกสมัยใหม่ที่ทุนนิยมได้ขยายฐานทางเศรษฐกิจให้กับคนหลากหลายกลุ่ม จำนวนคนชั้นกลางกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้การเข้าถึง “สิ่งของหรูหรา” เป็นเรื่องปกติสามัญที่ใครๆ ก็ทำได้ นั่นหมายความว่า คนรวยระดับท็อปที่ต้องการแสดงถึงสถานะทางสังคมจึงไม่สามารถแสดงออกในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไปแล้ว

เพราะเมื่อสิ่งของที่มองเห็นทั้งหลายไม่บ่งบอกสถานะทางสังคม ทางออกคือต้องหาหนทางใหม่ๆ เช่น ลงทุนกับสิ่งที่มองไม่เห็นตรงๆ แต่ในท้ายที่สุดจะมีคุณค่าอย่างมาก และยิ่งนับวันโลกในอนาคตก็จะไปวัดและไปแข่งขันกันในจุดนั้นมากขึ้น

แต่เอากันเข้าจริงๆ แล้ว เรื่องพฤติกรรมของคนรวยระดับท็อปที่เปลี่ยนไปก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่มันคือการใช้จ่ายเพื่อเพิ่มพูน “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่ Pierre Bourdieu และนักคิดในสายสังคมวิทยาได้เคยเสนอไว้แล้วนั่นเอง

อ่านเรื่องทุนทางวัฒนธรรม เพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – The Economist

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside

คุณธรรมนำสังคมสันติสุข

สัมมนา"คุณธรรมนำสังคมสันติสุข"  IUM   โดย..ศ. พลตำรวจเอก  อชิรวิทย์  สุพรรณเภสัช
ที่ปรึกษาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Leadership 4.0


" เพราะผู้นำไม่ได้ถูกสร้างจากความฝัน
แต่มันถูกสร้างจากชีวิตจริง "

==================

คำว่าผู้นำ ฟังแล้วดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นไม่ง่ายเลย
.
- ผู้นำต้องเดินนำหน้า ?
- ผู้นำต้องทำงานน้อยกว่า ?
- ผู้นำคือคนที่มีลูกน้อง ?
- ผู้นำต้องเรียนสูงกว่า อายุมากกว่า ?
- ผู้นำต้องมีความรับผิดชอบมากกว่า ?

จริงหรือไม่ครับ ?
.
คำตอบคือ…ไม่จริงเสมอไป !!
.
.
คุณก็สามารถเป็นผู้นำ ถ้าคุณสามารถนำตัวเองได้ !!

=======================================

ในยุค 4.0 มีผู้นำเกิดขึ้นมากมาย แต่ผู้นำที่จะพาลูกทีมไปสู่ความสำเร็จ มีไม่ถึง 5% เท่านั้น
.
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
.
.
ปัญหาที่ผู้นำทุกคนติดอยู่คือ “การไม่ศึกษาเรื่องของภาวะผู้นำที่ถูกต้อง”

ทุกๆองค์กร ย่อมมี “ผู้นำ”
เพื่อนำทางสมาชิกให้ถึงสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ไม่ว่าจะองค์กรเล็ก
หรือองค์กรใหญ่ ล้วนแล้วแต่ต้องการ “ผู้นำ”
แต่หากผู้นำนั้นไม่สามารถชี้นำทางไปถึงเป้าหมายได้

ต้องรีบแก้ไขด่วน ก่อนจะสายเกินแก้ !!
_______________________________

องค์กรของท่านยังมีปัญหาแบบนี้อยู่หรือเปล่า?

- ผู้นำ ไม่มีภาวะผู้นำที่ดีที่ถูกต้อง
- ผู้นำไม่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะนำทีมไปสู่เป้าหมาย
- ผู้นำ ไม่สามารถตัดสินใจ หรือ ให้คำแนะนำแก่ทีมได้
- ผู้นำขี้เกียจ เอาแต่ได้ ประจบประแจง
- ผู้นำไม่มี Team Work
- ผู้นำไม่สามารถสร้างผู้นำรุ่นใหม่มาช่วยงาน หรือรองรับการเติบโตขององค์กร
ฯลฯ

แล้วตัวท่านเองละครับ เป็นแบบนี้หรือเปล่า ?

=====================

66% ของผู้นำรุ่นใหม่กล่าวว่า

พนักงานทุกระดับต้องได้รับการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถในการเป็นผู้นำ
ไม่จำกัดเฉพาะพนักงานในตำแหน่งผู้จัดการขึ้นไปเท่านั้น
ตามมาด้วยการปลูกฝังการทำงานด้วยใจรัก และความกระตือรือร้น

(51%) ความคิดสร้างสรรค์ (46%) และทักษะในการแก้ปัญหา (43%)

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

=========================

การพัฒนาภาวะผู้นำ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มีบางเรื่องที่คุณไม่รู้ !!

"Smart Leadership 4.0
(สู่ภาวะผู้นำยุค 4.0)

ท่านจะได้เรียนรู้อะไร ?

-แบบฉบับของผู้นำที่ทุกคนต้องการ

-5ทักษะพื้นฐาน สำหรับผู้นำทศวรรษใหม่

-Mindset แบบภาวะผู้นำ.

-เคล็ดลับ การฝึกฝนภาวะผู้นำจากสุดยอดนักพูด

-วิธีการเพิ่มศักยภาพในตัวคุณและการโฟกัสเป้าหมาย

-DNA of Leadership

-Leadership 4.0

เจฟฟ์ เบโซส

เมื่อสัปดาห์ก่อนชื่อของ “เจฟฟ์ เบโซส” ถูกกล่าวถึงตามหน้าสื่อต่างๆ มากมาย เมื่อเขาได้กลายมาเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยตัวเลข 90,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้สุดท้ายเขาจะครองตำแหน่งอยู่ได้เพียงไม่กี่วันก็ตาม

จากข้อมูลของ Bloomberg Billionaires Index ซีอีโอคนดังแห่ง Amazon เจฟฟ์ เบโซส มีทรัพย์สินทะลุไปถึง 90,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จนสามารถแซงหน้า บิล เกต ขึ้นมาเป็นคนรวยอันดับ 1 ของโลกได้สำเร็จ แต่สุดท้ายเขาก็เสียตำแหน่งไปในเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เมื่อหุ้นของ Amazon ราคาตกลงมาเรื่อยๆ จนมูลค่าทรัพย์สินของ เบโซส ลดลง และเสียแชมป์กลับไปให้ บิล เกต ในที่สุด

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สปอร์ตไลท์ที่ฉายไปถึง “เบโซส” ลดน้อยลงไปแต่อย่างใด เขา และ Amazon ยังคงเป็นที่จับตามมอง และคาดหมายกันว่า เบโซ อาจจะเป็นมนุษย์คนแรกที่มีทรัพย์สินรวมทะลุไปถึง “หนึ่งล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ” จนมีคนบอกว่าถึงตอนนี้ เบโซส ยังจะไม่ใช่ “คนที่รวยที่สุดในโลก” แต่เขาจะได้เป็นในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน

เส้นทางความรวย “เจฟฟ์ เบโซส”

เบโซส เริ่มติดอันดับ “คนรวย” ที่สุดในโลกของ Forbes เมื่อปี 1998 หรือเกือบ 20 ปีก่อน ด้วยทรัพย์สินตอนนั้น 1,600 ล้านเหรียญฯ จนเพิ่มขึ้นมาเป็น 4,400 ล้านเหรียญฯ ในปี 2007 ก่อนจะกระโดดขึ้นไปสู่หลัก 18,400 ล้านเหรียญฯ ในปี 2012 เป็นคนรวยอันดับ 26 ของโลก และพุ่งกระฉูดขึ้นมาติดระดับ TOP ด้วยตัวเลขระดับ 90,000 ล้านเหรียญฯ ในปีนี้

ภาพจาก : www.cnbc.com

จากกิจการ “ขายหนังสือออนไลน์” เบโซส ค่อยๆ สร้างให้ Amazon กลายเป็นเว็บไซต์ที่ขายของตั้งแต่ “สากกะเบือยันเรือรบ” เป็นเจ้าของกิจการต่างๆ มากมายหลายแขนง และเริ่มผลิตคอนเทนต์เป็นของตัวเอง

จนว่ากันว่าถ้าเขาต้องการ เบโซส สามารถซื้อกิจการอย่าง  Taco Bell, KFC และ Pizza Hut เอามาครองไว้คนเดียว และยังมีเงินเหลือพอที่จะซื้อทีมกีฬาอันดับ 1 – 3 ของโลก อย่าง  New York Yankees, the Dallas Cowboys และ Real Madrid มาอยู่ในมือได้อย่างง่ายดาย ทรัพย์สินของเขาสูงชนิดที่ว่าเท่าๆ กับ GDP ของประเทศ ไลบีเรีย, ฮอนดูรัส และเซอร์เบีย รวมกันเลยทีเดียว

ปัจจุบันวิสัยทัศน์ของ “เบโซส” ถูกจับตามองในระดับเดียวกับคนอย่าง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก, อีลอน มัส หรือ บิล เกต เมื่อเขาตัดสินใจ “ซื้อ” หรือ “เริ่ม” กิจการประเภทใด โลกธุรกิจก็จะสั่นสะเทือนทันที เพราะที่แล้วมาได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการตัดสินใจของ เบโซส เคย “เปลี่ยนโลก” มาแล้ว

เริ่มต้นจาก “หนังสือ” สินค้าที่ตัดสินใจซื้อได้โดย “ไม่ต้องจับต้อง”

ในปี 1994 ที่เป็นยุคเริ่มต้นของ “อินเตอร์เน็ต” เบโซส ก็คือคนหนึ่งที่ตัดสินใจลงมาเล่นในธุรกิจ “อีคอมเมิร์ส”คนแรกๆ ของโลก ว่ากันว่าตอนนั้นเขาลิสต์รายชื่อสินค้าที่น่าจะมีศักยภาพในการขายผ่านเว็บไซต์มาประมาณ 20 ประเภท และสุดท้าย เบโซส ก็เลือกที่จะเริ่มต้น Amazon.com ด้วยการขายหนังสือ

เหตผลที่ เบโซส เลือกขายหนังสือ ก็เพราะหนังสือเป็นสินค้าที่ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจซื้อได้ทันที โดยไม่ต้อง “จับ และรู้สึก” เพราะคุณค่าที่สำคัญที่สุดของหนังสือคือ “เนื้อหา” ที่อยู่ข้างใน แตกต่างจากเสื้อผ้า, อาหาร และสินค้าอ่านๆ ที่ผู้คนในตอนนั้นคงจะไม่ “สบายใจ” ถ้าไม่ได้ “เห็นของจริง” ก่อนจะจ่ายเงิน

ตอนนั้น เบโซส เคยคิดที่จะขายแผ่น CD และ DVD พร้อมกันไปด้วย แต่เพราะตอนนั้นระบบจัดจำหน่ายของสินค้าประเภทนี้ค่อนข้างจะยุ่งยาก มีผู้จัดจำหน่ายจำนวนมาก ขณะที่ตอนนั้นผู้จัดจำหน่ายสินค้าอย่างหนังสือในสหรัฐฯ มีเจ้าใหญ่ๆ อยู่แค่ 2 เจ้าเท่านั้น เขาจึงหันไปเน้นที่การขายหนังสืออย่างเต็มตัว

ไม่ใช่เรื่องของ “โชค” แต่คือความ “เชื่อมั่น”

เบโซส ที่เติบโตมาจากสาย IT ยังได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสายตา “แหลมคม” ในการเลือกลงทุนธุรกิจ IT ที่มีอนาคตมาตั้งแต่ระยะเริ่มตั้งไข่ เขาคือผู้ลงทุนคนแรกๆ ของ Google ด้วยเงิน 250,000 เหรียญฯ ซึ่งอาจจะเป็นส่วนแบ่งแค่ 0.04% ของ Google แต่สุดท้ายก็ทำเงินให้กับ เบโซส มากถึง 280 ล้านเหรียญฯ จากการลงทุนครั้งนั้นเลยทีเดียว

ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เบโซส คือผู้เห็นแวว และร่วมลงทุนในดาวเด่นของธุรกิจ IT อย่าง Business Insider, Stack Overflow, Rethink Robotics, Twitter, Juno Therapeutics, Twilio, Zappos, MakerBot, Twitch TV, Audible, Songza, IMDB, Living Social มาตั้งแต่ต้น จนทำกำไรให้กับเขาไปไม่น้อย

ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสายตาอันแหลมคมของ เบโซส นอกจากนั้นเขายังเชื่อมั่นที่จะถือหุ้นในธุรกิจเหล่านี้ในระยะเวลาที่นานพอ จนสามารถทำกำไรในท้ายที่สุดด้วย

ต่อยอดธุรกิจสายใหม่ ด้วยฐานข้อมูลที่มีอยู่

ล่าสุด เจฟ เบโซส สร้างความฮือฮาด้วยการซื้อกิจการของ Whole Foods Market ฟู้ดรีเทลยักษ์ใหญ่ที่จำหน่ายสินค้าออแกนิค ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ และอาหารสดรายใหญ่ของสหรัฐฯ จนถือว่าเป็นการบุกตลาดสินค้า “ออฟไลน์” อย่างเต็มตัวของ Amazon

แน่นอนว่าธุรกิจคว้าปลีกดูจะห่างไกลจากความถนัดของ Amazon แต่หลายฝ่ายก็เชื่อว่าถ้าทำสำเร็จ  เบโซส และ Amazon อาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้ง

การค้าปลีกเป็นธุรกิจที่ว่ากันว่าเสี่ยง และไม่ค่อยแน่นอน เป็นธุรกิจที่อาจจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอย่างการเปลี่ยนเทรนด์ หรือปัจจัยเรื่องสภาพอากาศอยู่เสมอ ค้าปลีกยังเป็นงานที่เปลี่ยนแปลงระบบน้อยมาก กว่าวงการนี้จะเริ่มมีระบบการบันทึกข้อมูลการซื้อขายต่างๆ เพื่อจัดการบริหารสินค้าคงคลังให้มีระบบก็ต้องปาเข้าไปถึงยุค 70s แล้ว

ซึ่ง Amazon น่าจะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพตรงนี้ได้อย่างเต็มที่ เพราะ  Amazon ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของข้อมูลซื้อขายขนาดมหาศาล มีการบันทึกการทำธุรกิจ, ผู้ซื้อ, การลงทุน และข้อมูลจำนวนมากเอาไว้หลายปี ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อใช้สอยในการบริหาร Whole Foods Market  ได้ทันที จนหลายฝ่ายเชื่อว่าอาจจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้นกับวงการค้าปลีกเมื่อ Amazon เข้ามาจับธุรกิจสายนี้อย่างเต็มตัว

สร้างกลยุทธ์จาก “ความไม่เปลี่ยนแปลง”

ปัจจุบัน เบโซส ลงทุนในธุรกิจหลายแขนง แต่สิ่งที่ทั้งเขา และยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจ IT ต่างมุ่งความสนใจไปมากที่สุดก็คือธุรกิจด้าน AI ที่เขาบอกว่าจะเป็นการเปิดไปสู่ “ยุคทองของสังคม และธุรกิจ” และยังมองว่า AI ยังมีศักยภาพอีกมากมาย

ในช่วงลดราคาสินค้ากลางปีของ Amazon ที่เรียกว่า “Amazon Prime Day” ลำโพงรุ่นเล็กรองรับการสั่งงานด้วยเสียง Echo Dot ก็เพิ่งทำสถิติเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุด ซึ่ง เบโซส ก็เชื่อว่าด้วยข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลเกี่ยวกับผู้บริโภคที่ทาง Amazon เก็บมานานหลายปี น่าจะทำให้บริษัทสามารถพัฒนาสินค้า AI ได้ไม่แพ้ใคร และเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปโดยสิ้นเชิงอย่างที่เขาบอกกับผู้ถือหุ้นว่า “ตอนนี้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตด้วย AI แบบเดียวกับที่ปรากฎในนิยายวิทยาศาสตร์”

และเช่นเดียวกับนักธุรกิจด้าน IT และเทคโนโลยีอีกหลายคน เบโซส ยังมีความทะเยอทะยานเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศ ถึงกับขายหุ้นปีละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ของ Amazon เพื่อไปลงทุนใน Blue Origin บริษัทด้านอวกาศที่มีแผนการจะพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยว ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เดินทางไปสู่นอกโลก

แน่นอนว่าธุรกิจเหล่านี้เป็นเรื่อง “หวือหวา” น่าสนใจ และเป็นเรื่องของอนาคตที่อยู่ห่างออกไปอยู่พอสมควร แต่สุดท้ายแล้วตัวของ เบโซส ก็ยืนยันว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการ “ตัดสินใจ” ในการลงทุนก็คือ “ปัจจุบัน”นั่นเอง

เขากล่าวกับ Forbes ว่าตนเองมักจะได้ยินคำถามที่ว่า “ในอีก 10 ปี ข้างหน้า อะไรจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง?” อยู่บ่อยครั้ง ซึ่ง เบโซส บอกว่าสุดท้ายแล้วคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า แต่กลับไม่เคยมีใครถามเขาเลยก็คือ “ในอีก 10 ปีข้างหน้า อะไรบ้างที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย?” ซึ่งซีอีโอของ Amazon บอกว่า “คำถามข้อหลังคือสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะเราสามารถสร้างกลยุทธทางธุรกิจได้จากความมั่นคง และมีเสถียรภาพในปัจจุบัน”

ที่มา

https://www.cnbc.com/2017/07/28/jeff-bezos-fortune-falls-by-6-billion-overnight.htmlhttps://www.inc.com/sonya-mann/amazon-earnings-jeff-bezos.htmlhttps://www.forbes.com/sites/michelinemaynard/2017/06/22/alice-waters-advice-to-jeff-bezos-revolutionize-whole-foods/#1afb73ab3739https://www.wealthdaily.com/articles/invest-like-jeff-bezos-the-worlds-richest-man/8804