แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองเนื้อเก้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองเนื้อเก้า แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2560

ทองโบราณ

ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพช่างทองโบราณนั้นต้องมีความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริง มีแรงจูงใจ และไม่ลืมพื้นฐานในการรักษาเอกลักษณ์ของลวดลายทองโบราณไว้  และยังต้องขวนขวายหาความรู้มีหูตากว้างไกล มีไหวพริบและความคิดพลิกแพลงเพื่อต่อยอดงานออกไปได้เรื่อยๆโดยสามารถคงเอกลักษณ์ของความเป็นทองโบราณไว้

คุณค่าทางศิลปะของทองโบราณนั้นอยู่ที่สุนทรียภาพของลวดลาย ความอ่อนช้อย ตามแบบสมัยโบราณ  คุณลักษณะของงานทองโบราณคือเป็นงานหัตกรรมล้วนๆไม่ใช่งานที่ทำมาจากเครื่องจักร ตั้งแต่การคิดลาย การรีดเส้นทอง การขึ้นรูป  การทำงานออกมาในแต่ละชิ้นต้องอาศัยความแม่นยำในการสร้างรูปทรงตามที่ได้กำหนดขึ้นมาให้เป็นไปตามนั้นให้ได้

ทองโบราณจึงมักมีคุณค่าทางใจต่อผู้ที่มีความชื่นชอบ หรือต้องการมีไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นผลมาจากการลงมือ ลงแรง การรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวเอาไว้ให้ได้ และการมีความคิดพลิกแพลงทำให้ชิ้นงานออกมาสวยงามร่วมสมัยโดยไม่ทิ้งความเป็นทองโบราณ

ลักษณะของทองคำและการนำมาใช้ทำงานทอง

ในสมัยโบราณนั้นพิจารณาเนื้อทอง  และตั้งราคาทองตามคุณลักษณะของเนื้อทอง มีตั้งแต่    ทองเนื้อสี่ถึงทองเนื้อเก้า  ตามประกาศของรัชกาลที่ ๔   เช่น   ทองเนื้อหกคือ   ทองหนัก ๑  บาท   ราคา ๖ บาท     ทองเนื้อเก้าคือ    ทองหนัก ๑  บาท  ราคา ๙ บาท 

ทองเนื้อเก้าเป็นทองที่บริสุทธิ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  เนื้อสุกปลั่งมีสีเหลืองอมแดง เป็นทองธรรมชาติ  บางครั้งเรียกว่า ทองชมพูนุท  หรือ  ทองเนื้อแท้  นอกจากนี้  ในรัชกาลที่  ๔    ยังทรงกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย คือ

          - ทองทศ   มีค่าเท่ากับ ๑ ใน ๑๐  ของ ชั่ง  หรือเท่ากับ  ๘  บาท  (๑ ชั่ง = ๘๐ บาท)

          - ทองพิศ   มีค่าเท่ากับ  ๑ ใน  ๒๐  ของชั่ง  หรือเท่ากับ  ๔  บาท

          - ทองพัดดึงส์   มีค่าเท่ากับ  ๑  ใน ๓๒  ของชั่ง  หรือเท่ากับ  ๒.๕๐  บาท 

นอกจากการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนทองคำตามมูลค่าที่กำหนดโดยความบริสุทธิ์ของเนื้อทองแล้ว  ยังได้กำหนดคุณสมบัติของเนื้อทอง  โดยพิจารณาจากรูปลักษณ์  สี  และวิธีที่จะนำทองนั้นมาใช้งาน  หรือแปรรูปให้เหมาะกับงาน  ชื่อที่นิยมเรียกกันคือ

          ๑. ทองดอกบวบ  หรือทองคำที่มีสีดอกบวบ  เป็นทองเนื้อหก  ซึ่งเรียกกันตามความรู้สึกและสายตาที่เห็น นิยมนำมาทำเป็นภาชนะต่างๆและพระพุทธรูป

          ๒. ทองนพคุณ  เป็นทองคำแท้  ทองคำบริสุทธิ์   หรือทองเนื้อเก้า

          ๓.  ทองแล่ง    เป็นทองคำที่นำมาแล่ง หรือทำเป็นเส้นลวดเล็กๆแล้วแต่จะนำไปใช้งานลักษณะใด  เช่น  งานสาน  งานขัด  หรืองานทอ  หรือใช้ปักเครื่องนุ่งห่มที่ทำขึ้นพิเศษ  หรือทำเป็นเครื่อง-ประดับต่างๆ  เช่น  สร้อยคอ  สร้อยข้อมือ  มงกุฎ  อาจใช้เป็นส่วนย่อยของเครื่องประดับชนิดต่างๆ  หรือใช้คาดรัดร้อยยอดเจดีย์ที่ห่อหุ้มปลียอดด้วยทองคำ

          ๔. ทองแป  คือ เหรียญทองในสมัยโบราณใช้แลกเปลี่ยนเป็นเงินตรานำมาใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าตามมูลค่าได้ 

          ๕. ทองใบ  เป็นทองคำที่ตีแผ่เป็นแผ่นบางๆความหนาขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งาน   จากนั้นนำไปตัดเป็นชิ้นๆเพื่อนำไปพับหรือม้วน  บางครั้งก็เรียกว่า “ทองม้วน”

          ๖.  ทองเค   เดิมเป็นชื่อใช้เรียกทองคำเพื่อเป็นเกณฑ์วัดความบริสุทธิ์  โดยทอง  ๒๔ กะรัต หรือ ๒๔  เค  ถือเป็นทองคำแท้   ส่วนทอง ๑๔ เค  หมายถึง  ทองที่มีจำนวนเนื้อทองคำ ๑๔ กะรัต  ที่เหลือ ๑๐ กะรัตจะมีเนื้อโลหะอื่นเจือปน   ปัจจุบันคำนี้มักหมายถึง ทองที่มีเนื้อโลหะอื่นเจือปนอยู่หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “ทองนอก”

          ๗. ทองคำเปลว  เป็นทองคำที่ตี เป็นแผ่นบางมาก ใช้สำหรับปิดองค์พระพุทธรูปหรือนำไปทำงานหัตถกรรมชั้นสูง เช่น  ตู้พระธรรม  งานไม้แกะสลักลาย  มีการลงรักแล้วนำทองคำเปลวไปปิด   ซึ่งเรียกกันว่า “ลงรักปิดทอง”

          ๘. ทองรูปพรรณ คือ ทองคำที่นำมาเป็นเครื่องประดับต่างๆ   เช่น   สร้อยคอ  สร้อยข้อมือ   ต่างหู   กำไล  และแหวน  

ทองรูปพรรณนี้เองเป็นที่มาของงานทองโบราณเป็นการทำเครื่องประดับที่มีลวดลายละเอียดอ่อน  ขึ้นอยู่กับว่าช่างผู้ทำแต่ละคนจะมีความคิดสร้างสรรค์แบบชิ้นงานให้มีลวดลายออกมาเช่นใด ความประณีตของทองรูปพรรณซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับยอดฝีมือของประเทศไทยและถือเป็นเอกลักษณ์ของงานหัตถศิลป์ชั้นสูง


ทองเนื้อเก้า

ทองเนื้อเก้า" คือทองอะไร
จากกระแสละครเรื่อง "ทองเนื้อเก้า" ที่เป็นที่โด่งดังอยู่ในขณะนี้ เราคงสงสัยกันบ้างนะคะว่า "ทองเนื้อเก้า" คือทองอะไร เราลองมาดูที่มาที่ไปของคำว่า "ทองเนื้อเก้า" กันดีกว่าค่ะ
ทองเนื้อเก้า
คำนี้เป็นคำที่ใช้ในอดีต ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีความหมายประมาณว่า ทองคำที่มีน้ำหนัก 1 บาทซึ่งมีเนื้อบริสุทธิ์ใกล้เคียงกับทองคำบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นทองที่มีสีเหลืองเข้มออกแดง ราคาในสมัยนั้นคือ 9 บาท ซึ่งในอดีตก็มีคำเรียกทองประเภทนี้กันหลากหลายนอกเหนือจากคำว่า "ทองเนื้อเก้า" เช่นบางทีก็เรียกว่า "ทองนพคุณ" หรือ "ทองชมพูนุช" ด้วยความบริสุทธิ์ และเป็นทองเนื้อดีที่สุดจึงมีการนำไปเปรียบเปรยเป็นชื่อละครที่แสดงถึงความดีของ "วันเฉลิม" ลูกคนแรกของลำยอง ที่แม้ว่าแม่จะทำตัวไม่ดี แต่ตัววันเฉลิมเองก็สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีได้ เปรียบเหมือนคนดีที่เนื้อแท้แม้จะมีสิ่งยั่วยุ หรือสภาพแวดล้อมที่แย่ขนาดไหนก็ยังคงเป็นคนดีได้เสมอ

ในสมัยก่อนนั้น การกำหนดคุณภาพทองคำของไทย (ปรากฎหลักฐานตามประกาศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)) จะตั้งพิกัดราคาทองคำตามประมาณของเนื้อทองคำบริสุทธิ์ในทองรูปพรรณ เนื้อทองคำดังกล่าวอาจผสมด้วยแร่เงิน หรือทองแดงมากน้อยตามคุณภาพของทองคำ ส่วนการเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ นั้น ใช้วิธีการเรียกราคาของทองคำต่อน้ำหนักทอง 1 บาทเป็นมาตรฐานในการเรียกชื่อทองคำ โดยเริ่มตั้งแต่ "ทองเนื้อสี่" ขึ้นไปจนถึง "ทองเนื้อเก้า" ซึ่งทองเนื้อสี่จะเป็นทองที่คุณภาพด้อยที่สุด กล่าวคือทองคำน้ำหนัก 1 บาททองคำ จะมีมูลค่าการซื้อขายเพียงสี่บาท โดยในสมัยก่อน มีการจำแนกประเภททองคำ และราคาเป็นดังนี้ค่ะ
ทองเนื้อสี่     หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 4 บาท
ทองเนื้อห้า   หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 5 บาท
ทองเนื้อหก   หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 6 บาท
ทองเนื้อเจ็ด  หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 7 บาท
ทองเนื้อแปด หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 8 บาท
ทองเนื้อเก้า   หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท ราคา 9 บาท

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

การกำหนดคุณภาพของทองคำ

การกำหนดคุณภาพของทองคำ

การกำหนดคุณภาพของทองคำของไทย     ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีวิธีการกำหนดคุณสมบัติ ดังนี้

1.ในอดีต 

ปรากฎหลักฐานตามประกาศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบุถึงการกำหนดคุณภาพทองคำ    โดยตั้งพิกัดราคา(ทองคำ)    ตามประมาณของเนื้อทองคำบริสุทธิ์ในทองรูปพรรณ    เนื้อทองคำดังกล่าวอาจผสมด้วยแร่เงิน   หรือทองแดงมากน้อยตามคุณภาพของทองคำ   ส่วนการเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ นั้น    ใช้วิธีการเรียกราคาของทองคำต่อน้ำหนักทองหนึ่งบาทเป็นมาตรฐานในการเรียกชื่อทองคำ    โดยเริ่มตั้งแต่ทองเนื้อสี่ขึ้นไปจนถึงทองเนื้อเก้า   ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ทองเนื้อสี่           หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 4 บาท

ทองเนื้อห้า         หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 5 บาท

ทองเนื้อหก         หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 6 บาท (ทองดอกบวบ)

ทองเนื้อเจ็ด        หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 7 บาท

ทองเนื้อแปด       หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 8 บาท

ทองเนื้อเก้า         หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 9 บาท

ทองเนื้อเก้าเป็นทองคำบริสุทธิ์ เรียกว่า   “ทองธรรมชาติ” หรือบางที่เรียกว่า “ทองชมพูนุช” เป็นทองที่มีสีเหลืองเข้มออกแดง    นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันอีกหลายชื่อ   เช่น   “ทองเนื้อแท้”    “ทองคำเลียง”   ซึ่งหมายถึงทองบริสุทธิ์ปราศจากธาตุอื่นเจือปน   ซึ่งตรงกับคำในภาษาล้านนาว่า “คำขา”    นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ    อีกหลายชื่อ   เช่น   “ทองปะทาสี”   ซึ่งเป็นทองคำเปลวเนื้อบริสุทธิ์ชนิดหนา “ทองดอกบวบ” เป็นทองที่มีเนื้อทองสีเหลืองอ่อนคล้ายดอกบวบ

2.ในปัจจุบัน  

การกำหนดคุณภาพของทองคำยังคงใช้ความบริสุทธิ์ของทองคำในการบ่งบอกคุณภาพของทองคำ   โดยการคิดเนื้อทองเป็น “กะรัต”   ทองคำบริสุทธิ์   หมายถึง   ทองคำที่มีเนื้อทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น    หรือเรียกกันว่าทองร้อยเปอร์เซ็นต์   หรือเรียกกันในระบบสากลว่า   ทอง 24 กะรัต    ทองซึ่งมีเกณฑ์การบ่งบอกคุณภาพของเนื้อทองโดยบ่งบอกความบริสุทธิ์เป็นกะรัตมีชื่อเรียกว่า   “ทองเค”   ทองคำบริสุทธิ์ไม่มีโลหะหรือสารอื่นเจือปนอยู่เป็นทอง 24 กะรัต   หากมีความบริสุทธิ์ของทองคำลดต่ำลงมา   ก็แสดงว่ามีโลหะอื่นเจือปนมากขึ้นตามส่วน   เช่น   ทอง 14 กะรัต หมายถึง ทองที่มีเนื้อทองบริสุทธิ์ 14 ส่วน และมีโลหะอื่นเจือปน 10 ส่วน   เป็นต้น        ทองประเภทนี้บางทีเรียกว่า “ทองนอก”    ซึ่งส่วนมากนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับเพชรพลอยต่าง ๆ   ในอุตสาหกรรมอัญมณี

กะรัต                 สัญลักษณ์          เปอร์เซ็นต์          เฉดสีที่ได้           นิยมในประเทศ

24                     24K                   100%                ทอง                  สวิสเซอร์แลนด์

22                     22K                   91.7%               เหลืองทอง          อินเดีย

21                     21K                   84.5%               เหลืองทอง          กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

18                     18K                   75%                  เหลืองขาว           อิตาลี,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่น

14                     14K                   58.3%               เหลืองขาว           สหรัฐอเมริกา,อเมริกาเหนือ,อังกฤษ

10                     10K                   41.6%               เหลือง                สหรัฐอเมริกา ,อเมริกาเหนือ

9                      9K                     37.5%               เหลืองปนเขียว     อังกฤษ

8                      8K                     33.3%               เหลืองซีด           เยอรมนี

 

            สำหรับประเทศไทยนั้นใช้มาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำที่ 96.5 เปอร์เซ็นต์   หากจะเทียบเป็นกะรัตแล้ว จะได้ประมาณ 23.16 K      ซึ่งจะได้สีทองที่เหลืองเข้มกำลังดี   และมีความแข็งของเนื้อทองพอเหมาะสำหรับการนำมาทำเครื่องประดับ                      เนื่องจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์     มีความอ่อนตัวมาก   จึงไม่สามารถนำมาใช้งานได้         จำเป็นต้องผสมโลหะอื่น ๆ   ลงไปเพื่อปรับคุณสมบัติทางกายภาพของทองคำให้แข็งขึ้น คงทนต่อการสึกหรอ    โลหะที่นิยมนำมาผสมกับทองคำได้แก่ เงิน ทองแดง นิกเกล และสังกะสี   ซึ่งอัตราส่วนจะสัมพันธ์ตามความต้องการของผู้ใช้งาน กล่าวคือ ผู้ผลิตทองรูปพรรณแต่ละรายจะมีสูตรของตนเอง    ในการผสมโลหะอื่นเข้ากับทอง     บางรายอาจผสมทองแดงเป็นสัดส่วนที่มากหน่อยเพราะต้องการให้สีของทองออกมามีสีอมแดง หรือบางรายอาจชอบให้ทองของตนสีออกเหลืองขาวก็ผสมเงินในอัตราส่วนที่พอเหมาะ         ซึ่งทั้งหมดนั้นจะได้ความบริสุทธิ์ของทอง 96.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกัน  

ที่มา: http://www.goldtraders.or.th/PageView.aspx?page=5