แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองชมพู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองชมพู แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560

ลงทุนทองคำ

มาตอกย้ำถึงความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจจะต้องเผชิญในปี 2560 รวมทั้งโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากบางสินทรัพย์อย่างเช่น ทองคำ

ปี 2560 เป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดการเงินโลกจะเผชิญกับความผันผวนที่มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากหลายๆ ปัจจัยในต่างประเทศ ซึ่งผู้จัดการกองทุน รวมทั้งนักกลยุทธ์ ต่างมองความผันผวนที่จะเกิดขึ้นตลอดปีนี้ จะมีผลกระทบต่อหลายสินทรัพย์ แต่ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนได้ด้วยเช่นกัน

"ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์" ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ทาลิส มองว่า "ตลาดหุ้น-ตลาดตราสารหนี้ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก" มีโอกาสสูงที่จะเผชิญความผันผวน จากสองตัวแปรหลัก

ตัวแปรแรก ที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้นนี้ คือ การเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งนโยบาย "American First" ของเขาถูกคาดหมายว่าจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะสั้น และตามมาด้วยกระแสเงินทุนที่จะไหลกลับเข้าลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น จนช่วยสนับสนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตามไปด้วย

ส่วนอีกตัวแปรที่จะเกิดขึ้นในระยะกลาง–ยาว ก็คือ การส่งสัญญาณของเฟด ว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยประมาณ 3 ครั้งในปี 2560 ซึ่งตัวแปรนี้ หากเป็นไปแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" และเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 เป็นส่วนใหญ่ ก็จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไม่มากนัก แต่หากการปรับดอกเบี้ยทั้ง 3 ครั้ง เป็นไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลก จะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเสี่ยงไม่ได้

ถัดมาเป็นความเห็นของ “คมศร ประกอบผล” หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ที่ระบุว่า แม้หลายๆ ตัวแปรในสหรัฐจะดูดีขึ้น จนทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ล่าสุด เริ่มเห็นว่าค่าเงินสกุลหลักอื่นๆ เริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างแล้ว

นำโดยค่าเงินยูโร ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่พุ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี และค่าเงินหยวน ที่กลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการเข้าแทรกแซงค่าเงินของทางการจีน

"ทิสโก้" มองว่า การกลับมาแข็งค่าของค่าเงินยูโรและเงินหยวนนี้เอง ส่งผลให้การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ  เริ่มพักฐาน และกลับมาอ่อนค่าลงบ้างในช่วงนี้ และกลายเป็นโมเมนตัมเชิงบวกที่สำคัญ ต่อการฟื้นตัวของราคาทองคำ

นอกเหนือจากนั้น รายงานสถานะการลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ยังชี้ว่านักเก็งกำไรถือครองสัญญาซื้อล่วงหน้าทองคำลดลงต่อเนื่องนาน 7 สัปดาห์ และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ซึ่งสะท้อนว่าแรงเทขายทองคำน่าจะเริ่มเบาบางลง และอาจเริ่มเห็นแรงซื้อกลับมาในเร็วๆ นี้
           
“ทิสโก้” จึงให้น้ำหนักค่อนข้างมาก ว่าราคาทองคำจะฟื้นตัวต่อเนื่องในเดือน ม.ค. และแนะนำให้นักลงทุน ซื้อทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ต เพราะหากมองไปข้างหน้ายังมีความเสี่ยงจากการเลือกตั้งในหลายประเทศในยุโรป ที่อาจเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำต่อไปได้

**********************************
ทีม Business & Finance , Money Channel

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

การกำหนดคุณภาพของทองคำ

การกำหนดคุณภาพของทองคำ

การกำหนดคุณภาพของทองคำของไทย     ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีวิธีการกำหนดคุณสมบัติ ดังนี้

1.ในอดีต 

ปรากฎหลักฐานตามประกาศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ระบุถึงการกำหนดคุณภาพทองคำ    โดยตั้งพิกัดราคา(ทองคำ)    ตามประมาณของเนื้อทองคำบริสุทธิ์ในทองรูปพรรณ    เนื้อทองคำดังกล่าวอาจผสมด้วยแร่เงิน   หรือทองแดงมากน้อยตามคุณภาพของทองคำ   ส่วนการเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ นั้น    ใช้วิธีการเรียกราคาของทองคำต่อน้ำหนักทองหนึ่งบาทเป็นมาตรฐานในการเรียกชื่อทองคำ    โดยเริ่มตั้งแต่ทองเนื้อสี่ขึ้นไปจนถึงทองเนื้อเก้า   ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ทองเนื้อสี่           หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 4 บาท

ทองเนื้อห้า         หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 5 บาท

ทองเนื้อหก         หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 6 บาท (ทองดอกบวบ)

ทองเนื้อเจ็ด        หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 7 บาท

ทองเนื้อแปด       หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 8 บาท

ทองเนื้อเก้า         หมายถึง ทองคำหนักหนึ่งบาท          ราคา 9 บาท

ทองเนื้อเก้าเป็นทองคำบริสุทธิ์ เรียกว่า   “ทองธรรมชาติ” หรือบางที่เรียกว่า “ทองชมพูนุช” เป็นทองที่มีสีเหลืองเข้มออกแดง    นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันอีกหลายชื่อ   เช่น   “ทองเนื้อแท้”    “ทองคำเลียง”   ซึ่งหมายถึงทองบริสุทธิ์ปราศจากธาตุอื่นเจือปน   ซึ่งตรงกับคำในภาษาล้านนาว่า “คำขา”    นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกทองคุณภาพต่าง ๆ    อีกหลายชื่อ   เช่น   “ทองปะทาสี”   ซึ่งเป็นทองคำเปลวเนื้อบริสุทธิ์ชนิดหนา “ทองดอกบวบ” เป็นทองที่มีเนื้อทองสีเหลืองอ่อนคล้ายดอกบวบ

2.ในปัจจุบัน  

การกำหนดคุณภาพของทองคำยังคงใช้ความบริสุทธิ์ของทองคำในการบ่งบอกคุณภาพของทองคำ   โดยการคิดเนื้อทองเป็น “กะรัต”   ทองคำบริสุทธิ์   หมายถึง   ทองคำที่มีเนื้อทอง 99.99 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่านั้น    หรือเรียกกันว่าทองร้อยเปอร์เซ็นต์   หรือเรียกกันในระบบสากลว่า   ทอง 24 กะรัต    ทองซึ่งมีเกณฑ์การบ่งบอกคุณภาพของเนื้อทองโดยบ่งบอกความบริสุทธิ์เป็นกะรัตมีชื่อเรียกว่า   “ทองเค”   ทองคำบริสุทธิ์ไม่มีโลหะหรือสารอื่นเจือปนอยู่เป็นทอง 24 กะรัต   หากมีความบริสุทธิ์ของทองคำลดต่ำลงมา   ก็แสดงว่ามีโลหะอื่นเจือปนมากขึ้นตามส่วน   เช่น   ทอง 14 กะรัต หมายถึง ทองที่มีเนื้อทองบริสุทธิ์ 14 ส่วน และมีโลหะอื่นเจือปน 10 ส่วน   เป็นต้น        ทองประเภทนี้บางทีเรียกว่า “ทองนอก”    ซึ่งส่วนมากนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับเพชรพลอยต่าง ๆ   ในอุตสาหกรรมอัญมณี

กะรัต                 สัญลักษณ์          เปอร์เซ็นต์          เฉดสีที่ได้           นิยมในประเทศ

24                     24K                   100%                ทอง                  สวิสเซอร์แลนด์

22                     22K                   91.7%               เหลืองทอง          อินเดีย

21                     21K                   84.5%               เหลืองทอง          กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

18                     18K                   75%                  เหลืองขาว           อิตาลี,ฝรั่งเศส,ญี่ปุ่น

14                     14K                   58.3%               เหลืองขาว           สหรัฐอเมริกา,อเมริกาเหนือ,อังกฤษ

10                     10K                   41.6%               เหลือง                สหรัฐอเมริกา ,อเมริกาเหนือ

9                      9K                     37.5%               เหลืองปนเขียว     อังกฤษ

8                      8K                     33.3%               เหลืองซีด           เยอรมนี

 

            สำหรับประเทศไทยนั้นใช้มาตรฐานความบริสุทธิ์ของทองคำที่ 96.5 เปอร์เซ็นต์   หากจะเทียบเป็นกะรัตแล้ว จะได้ประมาณ 23.16 K      ซึ่งจะได้สีทองที่เหลืองเข้มกำลังดี   และมีความแข็งของเนื้อทองพอเหมาะสำหรับการนำมาทำเครื่องประดับ                      เนื่องจากทองคำบริสุทธิ์ 99.99 เปอร์เซ็นต์     มีความอ่อนตัวมาก   จึงไม่สามารถนำมาใช้งานได้         จำเป็นต้องผสมโลหะอื่น ๆ   ลงไปเพื่อปรับคุณสมบัติทางกายภาพของทองคำให้แข็งขึ้น คงทนต่อการสึกหรอ    โลหะที่นิยมนำมาผสมกับทองคำได้แก่ เงิน ทองแดง นิกเกล และสังกะสี   ซึ่งอัตราส่วนจะสัมพันธ์ตามความต้องการของผู้ใช้งาน กล่าวคือ ผู้ผลิตทองรูปพรรณแต่ละรายจะมีสูตรของตนเอง    ในการผสมโลหะอื่นเข้ากับทอง     บางรายอาจผสมทองแดงเป็นสัดส่วนที่มากหน่อยเพราะต้องการให้สีของทองออกมามีสีอมแดง หรือบางรายอาจชอบให้ทองของตนสีออกเหลืองขาวก็ผสมเงินในอัตราส่วนที่พอเหมาะ         ซึ่งทั้งหมดนั้นจะได้ความบริสุทธิ์ของทอง 96.5 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกัน  

ที่มา: http://www.goldtraders.or.th/PageView.aspx?page=5

                                 

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

นาค เครื่องประดับนาค

            ในประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากทองคำที่นิยมทำเป็นเครื่องประดับแล้ว โลหะผสมต่างๆ ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน แต่เนื่องจากโลหะผสมบางชนิด มีส่วนประกอบที่เหมือนกัน หรือคล้ายคลึงกันมาก จะต่างกันก็ที่อัตราส่วนของโลหะต่าง ๆ ที่ใช้ในการผสมเท่านั้น[4]

จึงเป็นปัญหาของผู้คนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่สามารถแยกโลหะมีผสมเหล่านี้ออกได้ โลหะผสมที่มีลักษณะคล้ายกับนาก ยกตัวอย่างเช่น

Pink Gold (ทองชมพู) มีทองเป็นส่วนผสมร้อยละ 75 หรือประมาณ 18k รองลงมาคือโลหะอื่น ๆ และสุดท้ายคือทองแดงRed Gold มีทองเป็นส่วนประกอบร้อยละ 75 ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ Pink Gold เป็นอย่างมาก แต่จุดต่างที่สำคัญก็คือ จะมีอัตราส่วนของทองแดงมากกว่าโลหะอื่นๆ ทำให้สีออกแดง ไม่อมชมพูเหมือนทองชมพู และจุดต่างของ Red Gold กับนากคือมีความสุกใสกว่าWhite Gold (ทองขาว) จะมีส่วนผสมของทองคำ แพลเลเดียม สังกะสี และนิกเกิล
ที่มา: http://th.m.wikipedia.org/wiki/

นาค คืออะไร

นาค เป็นเครื่องประดับที่มีมายาวนานไม่แพ้ทองคำ โดยนาคเป็นโลหะผสมทองแดงและทองคำ ซึ่งเป็นโลหะที่ประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนนิยมใช้ทำเครื่องรูปพรรณ เช่น เข็มขัดนาคหรือสายสร้อย เพราะมีสีแปลกสวยงาม และยังมีความแข็งมากกว่าทองคำบริสุทธิ์ หรือทองรูปพรรณทองคำและทองแดงเมื่อผสมกันแล้วจะมีสีแปลกและสวยงาม เป็นสีกึ่งกลางระหว่างทองคำและทองแดง เรามักจะนิยมเรียกสีของสิ่งของบางชนิดที่คล้ายคลึงกับโลหะผสมชนิดนี้ว่า สีนาค ส่วนผสมระหว่างทองคำและทองแดงมากน้อยแตกต่างกันตามชนิดของนาค ซึ่งปัจจุบันที่ร้านใช้นาคคุณภาพสูง มีส่วนผสมของทอง40-50%ซึ่งการใช้เปอร์เซ็นสูงจะทำให้สีนาคดูสวยงามและยังขัดถูให้สุกใสได้ง่ายกว่าอีกด้วย โดยสินค้านาคของที่ร้านในปัจจุบันนั้น ได้แก่ เข็มขัดแกะลายสุโขทัย และ กำไลข้อมือ  ข้อเท้านาค

ที่มา:http://www.liangsengheng.net/