วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

คุณจะมีผมเป็นที่ปรึกษาตลอดไป

ครั้งแรกของการทำงาน..จะมองสิ่งที่ตัวเองทำได้...เมื่อผ่าน2-3ปีคุณต้องมองหาความรู้ใหม่
จากนั้นสัก5ปี..ความรู้นั้นจะทำรายได้เลี้ยงท่าน..ให้เติบโตในหน้าที่การงานหรือธุรกิจ...ในสักวัน
จงแสวงหาความรู้หรือที่ปรึกษาอาชีพใหม่...เพื่อนใหม่จะพาท่านเจอสิ่งใหม่เช่นกัน...ขอให้มั่งคั่ง  ร่ำรวย..

"คุณจะมีผมเป็นที่ปรึกษาตลอดไป"
ดร.สันต์ ฝังพลอยในเทียน

โรงเรียนสอนออกแบบและผลิตเครื่องประดับอัญมณี
(Gems and Gemology and Graphic design of school)
199/499 ม.นัฎยา ต.คลองมะเดื่อ อ.กระทุ่มแบน สมุทรสาคร 74130

ส่งออกเดือนมิถุนายน พุ่งฉุดไม่อยู่ มูลค่าทะลุ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

เกินเป้า

 23 กรกฎาคม 2017 เวลา 05:00 น.

ส่งออกเดือนมิถุนายน พุ่งฉุดไม่อยู่ มูลค่าทะลุ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอีกครั้ง ขยายตัว 11.73% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 4 ส่วนยอดรวม 6 เดือน มูลค่า 1.13 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 7.83% สูงสุดในรอบ 6 ปี พาณิชย์คาดส่งออกยังดีต่อเนื่อง เหตุเศรษฐกิจโลกและคู่ค้าขยายตัวได้ดี มั่นใจเป้า 5% ทำได้แน่

คุณพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือน มิถุนายน 2560 มีมูลค่า 20,281.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.73% เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 นับจากเดือน มีนาคม 2560 นับเป็นมูลค่าที่ทะลุยอด 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอีกครั้ง นับจากเดือน มีนาคม 2560 ที่ทำได้ 20,887.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 18,365 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.74% เกินดุลการค้ามูลค่า 1,916.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

สาเหตุที่การส่งออกในเดือนมิถุนายนเพิ่มสูงขึ้น มาจากการส่งออกไปตลาดสำคัญขยายตัวดีขึ้นเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดจีน ญี่ปุ่น อาเซียน 5 ประเทศ และ CLMV ที่ขยายตัว 29.9%, 26.5%, 24.6% และ 13.8% ตามลำดับ ส่วนสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 8.2% สหภาพยุโรป (อียู) เพิ่ม 5.9% เกาหลีใต้ เพิ่ม 29.7% ไต้หวัน เพิ่ม 23.7% อินเดีย เพิ่ม 11% ฮ่องกง เพิ่ม 9.6% ตะวันออกกลาง (15ประเทศ) เพิ่ม 9.8% แอฟริกา (57 ประเทศ) เพิ่ม 7.2% รัสเซียและ CIS เพิ่ม 75.1% แคนาดา เพิ่ม 2.6% ส่วนทวีปออสเตรเลีย (25 ประเทศ) และลาตินอเมริกา (47 ประเทศ) ลดลงเหลือ 9.6% และ 2.3%

ทั้งนี้ หากรวมการส่งออกเฉพาะไตรมาส 2 (เม.ย.-มิ.ย.) มีมูลค่า 57,090.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.94% เป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส และการส่งออกรวม 6 เดือนของปี 2560 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่า 113,546.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.83% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี

คุณพิมพ์ชนกกล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ สนค.ประเมินว่าจะยังมีทิศทางการขยายตัวได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญที่ขยายตัวดีขึ้น และราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าปีก่อน ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ และราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันมีราคาดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากความไม่ชัดเจนของนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของโลกและของไทย โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามและเตรียมมาตรการรองรับที่เหมาะสมต่อไป

โดย สนค.มั่นใจว่า การส่งออกในปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 5% โดยหากส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 18,768 ล้านเหรียญสหรัฐ จะถึงเป้า แต่ถ้าส่งออกได้มากถึงเดือนละ 19,127 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จะทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ถึง 6%

วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง ทำได้ทุกที่ทุกเวลา!! ไม่ต้องไปวัดก็ทำได้

รู้ไว้เลย!! “วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง” ทำได้ทุกที่ทุกเวลา!! ไม่ต้องไปวัดก็ทำได้!!

วันนี้เราได้นำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นเป็นอย่างมากมานำเสนอ การทำบุญ คือ การเป็นผู้ให้ ให้อะไรก็ได้ ให้ความรัก ให้ความรู้ ให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ ให้โอกาส ให้อภัยทาน ให้ธรรมะเป็นวิทยทาน ให้การสังคม สงเคราะห์ ให้น้ำจิตน้ำใจแก่ผู้อื่น แม้กระทั่ง ให้เวลาแก่ตนเอง และครอบครัว ยิ่งสมัยนี้มีภารกิจมากมายรัดตัว มักไม่ค่อยมีเวลาทำบุญมากเท่าไหร่นัก แถมยังเข้าใจผิดกันอีกว่า การทำบุญ คือการไปวัดถวาย สังฆทาน เพียงอย่างเดียว ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาที่จะไปทำบุญกัน เพราะฉะนั้น วันนี้เราจึงมีวิธี ทำบุญ แบบง่ายๆ โดยไม่ต้องไปวัด และประหยัดเวลามาฝากกัน มาดูว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เหมาะมากๆ สำหรับคนไม่มีเวลาไปทำบุญ ทำตามนี้เลย ได้บุญเช่นกันกับ…

16 วิธีเพิ่มบุญให้ตัวเอง ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องไปวัดก็ทำบุญได้!

1. ดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่อยู่ในบ้านให้ท่านมีความสุขพ่อแม่คือพระประจำบ้าน อย่าทำให้ท่านเดือดร้อนใจ หรือเป็นทุกข์ใจ หรือถ้ามีโอกาสทำดีก็ควรหมั่นทำ อาจจะพาไปเที่ยว ซื้อของมาฝากและเรียกพวกท่านให้รับของที่เราซื้อมา เท่านี้ก็เป็นการทำบุญที่ดีสุดๆแล้ว

2. ตักบาตรตอนเช้าก่อนที่จะไปทำงาน ตื่นช้าขึ้นอีกสักนิด รู้จักการให้มากกว่าการรับ แล้วชีวิตของคุณจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น

3. สวดมนต์ วันละ 1 บท สร้างสมาธิด้วยการสวดมนต์วันละแค่ 1 บท ให้พระธรรมช่วยขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นอาจเป็นบทสวดมนต์ง่ายๆ อย่างการแผ่เมตตา หรืออิติปิโส แต่ถ้ามีเวลาหน่อยก็สวดพระคาถาชินบัญชร 1 จบก็จะดีเลยละ

4. ถวายน้ำเปล่า 1 แก้ว หรือ อาหารคาวหวาน หรือ จะเป็นดอกไม้พวงมาลัย ให้พระพุทธรูปที่บ้านพระพุทธรูปประจำบ้านเป็นสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดีของคนในบ้าน เราจึงควรดูแลท่านให้ดี

5. นั่งสมาธิอย่างน้อย 5 นาที แบ่งเวลาแค่เพียงวันละ 5 นาที อยู่กับตัวเองด้วยการนั่งสมาธิเสียบ้าง ไม่เรียกว่าเสียเวลาหรอก

6. ไม่กินเนื้อสัตว์สัก 1 วันในสัปดาห์ ลองไม่เบียดเบียนสัตว์ดูบ้าง ได้ทั้งบุญและสุขภาพที่ดีในเวลาเดียวกัน

7. พูดคุย หรือ สั่งสอนเรื่องธรรมะ แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องพระธรรมซึ่งกันและกัน จะช่วยให้รอบรู้มากขึ้น

8. ทำบุญกับพระสงฆ์ที่พบระหว่างการเดินทาง เช่น หากพบเจอพระสงฆ์ยืนรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ก็อาจะไปบอกท่านว่า เราต้องการทำบุญ เนื่องจากไม่มีเวลาจะไปที่วัด และขอเสนอตัวไปขับรถไปส่งท่าน ณ จุดมุ่งหมาย หรือ อาจถวายเงิน, ผ้าไตร, ผ้าจีวร หากพบว่าท่านกำลังซื้ออยู่ หรือ มีร้านอยู่ใกล้ ๆ พอดี

9. ถ้าทราบว่าใครเดือดร้อนเรื่องใด ๆ ก็ให้ช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ และเราก็จะต้องไม่เดือดร้อนทำตามกำลังความสามารถของเราที่เราพอทำได้และเราต้องไม่ลำบาก เช่น ช่วยคนแก่ให้ข้ามถนน, ให้เงินคนที่ไม่มีเงินกินข้าวหรือเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด เป็นต้น

10. ให้คำแนะนำที่ดีๆ กับผู้ที่มีความทุกข์ และเดินเข้ามาขอคำแนะนำจากเราคำแนะนำของเราจะต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนด้วย

11. ช่วยคนที่เขาเอาของมาขายกับเรา (ตรงนี้ยกเว้นลอตเตอร์รี่นะคะ) เพราะหากเป็นลอตเตอรี่ เรามักจะหวังผลจากลอตเตอร์รี่ที่ซื้อไปว่าอาจจะถูกรางวัล ซึ่งการทำบุญตรงนี้เราจะต้องไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น

12. ดูแลสัตว์เลี้ยงที่บ้านเป็นอย่างดี เช่น อาบน้ำ, ดูแลจานใส่อาหารให้สะอาด, ดูแลเรื่องความสะอาดเรียบร้อยของกรงหรือที่อยู่, หมั่นพูดคุย, คอยสังเกตุว่าเขาชอบหรือรักอะไรก็ให้เขาไป เช่น ชอบนอนในถุง หรือ ชอบนอนกับตุ๊กตา, วโรกาสพิเศษก็มอบของให้เขาด้วยเช่นกัน อย่าคิดว่าเขาเป็นแค่‘สัตว์เลี้ยง’

13. จาน ชาม กินเสร็จแล้วควรล้างขึ้นมาทันที หรือ ถ้าไม่มีเวลา อย่างน้อยที่สุดก็ควรล้างเอาเศษอาหารออกให้หมดก่อนเพราะไม่เช่นนั้น มดจะเดินมาขึ้นมาบนเศษอาหาร ทำให้เวลาล้างต้องราดน้ำไปที่มดทั้งหมด และจะเป็นการฆ่าสัตว์แบบไม่ได้ตั้งใจ

14. ถือศีล 5

ข้อที่ 1 ตั้งใจงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
ข้อที่ 2 ตั้งใจงดเว้นจากการลักขโมย
ข้อที่ 3 ตั้งใจงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
ข้อที่ 4 ตั้งใจงดเว้นจากการพูดเท็จ พูดคำหยาบ คำส่อเสียด เพ้อเจ้อ
ข้อที่ 5 ตั้งใจงดเว้นจากดื่มสุรา

15. ให้อภัยในสิ่งที่เขามาว่าเราไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ ก็ตาม การให้ทาน แม้จะมากถึง 100 ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้ “อภัยทาน” แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม การให้อภัยทาน ก็คือการไม่ผูกโกรธ ไม่อาฆาตจองเวร ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน

16. สิ่งของที่ไม่ใช้ก็ให้คนอื่นไปใช้ประโยชน์เสื้อผ้า หนังสือ ที่ไม่ใช้แล้ว ไม่มีค่าแล้วสำหรับเรา อาจมีค่าอย่างยิ่งสำหรับคนอื่น ลองแบ่งปันให้พวกเขาดูบ้าง คนไม่มีเวลาหรือมีเวลาน้อย เราสามารถทำบุญตามทั้ง 16 ข้อนี้ได้ เพียงเท่านี้คุณก็ได้บุญที่ยิ่งใหญ่แล้ว ไม่ต้องรอไปทำความดีที่วัดเพียงอย่างเดียว…สนับสนุนให้ทุกคนทำดีกันนะคะ

วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สร้อยมัด..มีขั้นตอนการผลิตที่ยาก

สร้อยมัด..มีขั้นตอนการผลิตที่ยาก  ในขั้นตอนประกอบและขัดผิว  ซึ่งต้องฝึกมัดจากข้อสร้อยใหญ่จนถึงข้อเล็กๆ
การตรวจสอบระยะมัดจะแน่นหรือหลวมควรเก็บลายละเอียดทีละข้อ  จากนั้นขั้นตอนแต่งและขัดเป็นสิ่งสำคัญ
ระวังยืด ข้อหัก  เก็บปลายมัด  และน้ำยาเชื่อมต้องรู้จักวางน้ำประสานให้พอดี   มิฉะนั้นข้อมัดจะติดกัน(ข้อตาย)..

จากเด็กกำพร้า สานฝันทำร้านรองเท้า กระเป๋า ฟันรายได้ปีละกว่า 100 ล้านบาท

จากเด็กกำพร้า สานฝันทำร้านรองเท้า กระเป๋า ฟันรายได้ปีละกว่า 100 ล้านบาท

 23 มิถุนายน 2017 เวลา 05:05 น.

ชีวิตเลือกได้ จากลูกเด็กกำพร้า ถือตะกร้าเร่ขายขนมปังตามร้าน แต่ด้วยความฝัน รักในการทำรองเท้า กระเป๋า มานะบากบั่นจนมีกิจการเป็นของตนเอง สร้างตลาดจนสามารถส่งออก ฟันรายได้ไม่น้อยกว่าปีละ 100 ล้านบาท

ทุกวันนี้การมีธุรกิจเป็นของตัวเองนับเป็นความฝันอันดับต้นๆ ของคนรุ่นใหม่ ที่แม้ว่าต้นทุนการทำธุรกิจจะถือเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งของการเริ่มต้น แต่สำหรับคนรุ่นใหม่นั้น ต่อให้ไม่มีต้นทุนอะไรเลย พวกเขาก็มีพลังความฝันที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้กลายมาเป็นเครื่องมือเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่วาดหวังไว้

เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ชื่อ กรกนก สว่างรวมโชค หรือ ป้อ เจ้าของธุรกิจรองเท้าและกระเป๋าแบรนด์ Shuberry ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 10 สาขาบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และยังส่งออกไปต่างประเทศ เธอเป็นคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากศูนย์และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนชีวิตจากสาวน้อยที่ถือตะกร้าขนมปังเร่ขายตามบ้าน สู่การเป็นเจ้าของรองเท้าและกระเป๋าแบรนด์ดัง ที่มียอดจำหน่ายกว่า 100,000 คู่ต่อปี สร้างรายได้ปีละ 100 กว่าล้านบาท

จากเด็กหญิงที่กำพร้าพ่อที่มีชีวิตช่วยแม่ขายขนมปังมาตั้งแต่เด็ก ทำให้กรกนกกลายเป็นคนที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และมีความมุ่งมั่นที่จะมองหาโอกาสดีๆ ให้แก่ชีวิต จนวันหนึ่งในวัย 21 ปี เธอพบว่าตัวเองมีความชอบและสนใจด้านแฟชั่น จึงลองออกแบบและเริ่มต้นธุรกิจผลิตกระเป๋าและรองเท้าจำหน่าย ด้วยดีไซน์ที่เก๋ไก๋ทำให้ธุรกิจเล็กๆ ของเธอขยายสู่ตลาดแฟชั่นย่านสยามสแควร์อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นผู้ค้าส่งรายใหญ่ในตลาดแฟชั่นย่านประตูน้ำ จนพัฒนาต่อยอดเป็นแบรนด์รองเท้าและกระเป๋าแฟชั่นที่ได้รับความนิยมมากมาย

กรกนกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจของเธอว่า เกิดจากได้เห็นเพื่อนที่เคยใช้กระเป๋าแบรนด์เนมหันไปนิยมใช้กระเป๋าแฟชั่น จึงเห็นช่องทางทำธุรกิจนี้ ตอนนั้นเธอไม่มีเงินลงทุนเลย แต่ความคิดว่าหากเธอไม่เริ่มต้นในตอนนี้ ก็จะไม่สามารถมีอนาคตที่ดีในวันหน้าได้ เธอจึงเริ่มต้นด้วยการรับออเดอร์ล่วงหน้าจากลูกค้าแล้วนำยอดสั่งซื้อไปหาโรงงานที่ทำตัวอย่างสินค้าให้ฟรี จากนั้นนำสินค้าตัวอย่างไปเสนอลูกค้า ด้วยวิธีการนี้เธอใช้เวลาเพียงแค่ 6 เดือนก็สามารถมีเงินทุนหลักแสน และนำไปเปิดร้านได้อย่างที่เธอตั้งใจได้

“ป้อเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี 4 ตอนแรกๆ ไม่ได้ใช้เงินลงทุนเลย ใช้วิธีออกแบบกระเป๋าก่อนแล้วไปหาโรงงาน โดยเปิดตามสมุดหน้าเหลือง ซึ่งก็มีแต่โรงงานใหญ่ๆ โทร.ไปก็ไม่มีใครสนใจจะทำให้ เพราะข้อจำกัดของเราคือนอกจากจะต้องทำสินค้าให้เราแล้ว ยังต้องทำตัวอย่างให้เราก่อน เพื่อที่เราจะเอาไปเทคออเดอร์กับลูกค้า ซึ่งต่อมาป้อได้มาเจอโรงงานเล็กๆ แห่งหนึ่ง ก็ไปขอให้เขาช่วยซึ่งเขาโอเค ตอนนั้นจึงได้ทำตัวอย่างขึ้นมาก่อน แล้วถ้ามีลูกค้าสั่งก็จะเอาไปให้เขาช่วยผลิตให้ เสร็จแล้วจึงไปเก็บเงินที่ลูกค้าและนำมาจ่ายให้โรงงาน นี่เป็นจุดเริ่มต้นแรกค่ะ”

จากธุรกิจเล็กๆ กรกนกยังได้ต่อยอดกิจด้วยการสร้างแบรนด์ Shuberry โดยมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจกระเป๋าที่ขยายไปสู่ธุรกิจเสื้อผ้าและรองเท้า ที่เธอผลิตทั้งขายปลีกและขายส่ง และจากการทำตลาดสินค้าทั้งสามประเภทภายในร้านเดียวกัน เธอพบว่าจุดเด่นในธุรกิจของเธอคือธุรกิจรองเท้า ที่ทำยอดในการขายส่งได้เป็นอย่างดี แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ร้านแต่ละสาขาของเธอเกิดภาวะแย่งยอดขายกันเอง ทำให้เธอคิดหาทางรอดด้วยการสร้างแบรนด์สินค้าขึ้น จึงเกิดเป็นไอเดียเปิดธุรกิจร้านรองเท้าแบรนด์ Shuberry ที่วางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

หลังจากนั้นกรกนกประสบอุบัติเหตุที่ข้อเท้า ทำให้ต้องรักษาตัวและไม่สามารถหารองเท้าที่ใส่แล้วเดินได้โดยไม่เจ็บเท้า ความเจ็บป่วยครั้งนี้กลายเป็นการจุดประกายความคิดให้เธอคิดทำรองเท้าที่ช่วยแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่เท้า และพัฒนาเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพสำหรับคนทั่วไป เกิดเป็นรองเท้าโซฟา ชูส์ (SOFA SHOES) ที่โดดเด่นด้วยการใช้ดีไซน์ของโซฟาให้กลายมาเป็นโซฟาสำหรับฝ่าเท้า ผลิตขึ้นมาเพื่อรักษาโรครองช้ำ และยังผสมผสานภูมิปัญญาในการนวดฝ่าเท้าของไทย โดยออกแบบพื้นรองเท้าให้สามารถรองรับจุดสำคัญของฝ่าเท้าได้ด้วย

“สำหรับป้อการทำรองเท้ามันเป็นอะไรที่ยากมาก เพราะโรงงานรองเท้าไม่ได้หาง่ายตามท้องถนนทั่วไป เสิร์ชหาชื่อโรงงานทำรองเท้ายังไม่มีเลย จนวันหนึ่งเราไปเดินที่สวนจตุจักร ไปเจอคนขายรองเท้าสานทำมือ เราก็ปิ๊งไอเดีย เพราะมันคล้ายกับแบบที่เราอยากได้ เลยไปคุยกับเขา อธิบายให้เขาฟังว่าอยากดัดแปลงยังไง จากนั้นเขาก็หันมาทำรองเท้าส่งให้ร้านเราแทน จนเขาสามารถเปิดโรงงานของตัวเองได้”

ในการทำตลาด กรกนกเริ่มต้นจากการไปเปิดร้านที่สยามสแควร์ ภายใต้แบรนด์และร้านที่ชื่อว่า Sexy de Cute มีโลโก้เป็นผู้หญิงหัวฟู ซึ่งขายได้ดีมากจนมีร้านที่สอง สาม สี่ ห้า และหกตามมา แบรนด์ Sexy de Cute ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและติดตลาด ต่อมามีช่วงหนึ่งที่สินค้าแฟชั่นเริ่มดร็อปลงเพราะเศรษฐกิจซบเซา จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอคิดทำสินค้าขึ้นห้าง สิ่งแรกที่เธอคำนึงตอนนั้นคือ “หากจะนำสินค้าเข้าห้าง ก็ต้องทำแฟชั่นที่เบาๆ ใครๆ ก็สามารถใส่และใช้ได้ ในราคาที่เอื้อมถึง” นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ SHUBERRY ซึ่งประสบความสำเร็จสูง จนสามารถขยายสาขาได้ถึง 12 สาขาในปัจจุบัน และเธอยังเป็นผู้ส่งสินค้ารายใหญ่ในย่านประตูน้ำและขยายสาขาไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา  พม่า เวียดนาม อีกด้วย โดยราคาสินค้าของเธอจะอยู่ที่ 350-2,500 บาท สามารถสร้างรายได้ถึง 100 กว่าล้านต่อปี

ถามถึงเคล็ดลับสู่ความความสำเร็จของสาวคนนี้เธอบอกว่า “ถ้าอยากจะทำอะไร ขอให้ทำสิ่งที่ตัวเองถนัด ทำสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจ เพราะถ้าเราเจออุปสรรคอะไร เราจะสามารถฟันฝ่าไปได้ และจะไม่เป็นเรื่องยาก ที่สำคัญคือต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ หมั่นศึกษาหาความรู้ ฝึกเป็นคนช่างสังเกต เพื่อมองหาโอกาส ถ้าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจต้องมีใจสู้ อย่ามองอุปสรรคเป็นเรื่องท้อแท้ เพราะการทำธุรกิจทุกอย่างต้องเจอกับอุปสรรคทั้งนั้น ขอให้ใจสู้และคิดบวกเข้าไว้ สำหรับป้อทุกครั้งที่เจออุปสรรคแล้วเราแก้ปัญหา มันทำให้เราเจอโอกาสใหม่ๆ ตลอด สำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจขอแนะนำว่า การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเริ่มจากใหญ่ๆ ให้เริ่มจากเล็กๆ จะดีที่สุด เริ่มอะไรที่ไม่ต้องลงทุนมากยิ่งดี เพราะเราไม่จำเป็นต้องไปทุ่มที่ตัวเงิน ให้ทุ่มที่แรงกายแรงใจจะไม่มีขาดทุนแน่นอน”

สนใจลงทุนธุรกิจสามารถปรึกษา Bangkok Bank SME เราเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน ทุกช่วงการเติบโตของธุรกิจ สายด่วน 1333

Magic light

Magic light ,Glowing  jewelry

ลงมือ ลงทุน ลงใจ แบรนด์ยีนส์ไทย “บิ๊กแบร์”

ลงมือ ลงทุน ลงใจ แบรนด์ยีนส์ไทย “บิ๊กแบร์”

ตระเวนขายสินค้ากับทำเลตลาดนัดอยู่ประมาณ 3 ปี สินค้ากางเกงยีนส์มือสองเริ่มซบเซา ถึงตอนนั้นจึงเริ่มรับกางเกงยีนส์มือหนึ่งมาขายควบคู่ แต่ต่อมาเริ่มสู้ราคาไม่ไหว

“ตอนนั้นถูกใจยีนส์แบรนด์ไทยยี่ห้อหนึ่ง แต่เพราะเขาขายดีก็จะขึ้นราคาตลอด โดยเหตุผลมันไม่ใช่เพราะวัตถุดิบราคาสูง แต่เหมือนเขาขึ้นเพราะความต้องการสูง ผลิตไม่ทัน ผมว่าอย่างนี้คือเอาเปรียบลูกค้า ไม่ยุติธรรม ไม่มีคุณธรรม นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมคิดถึงการเป็นผู้ผลิตกางเกงยีนส์เอง และพอดีกับผมได้อ่านหนังสือ พ่อรวยสอนลูก ซึ่งเขาพูดถึงเรื่องการสร้างแบรนด์ และการสืบทอดมรดกจากแบรนด์ จึงเหมือนแรงผลักให้ลุกขึ้นมาทำอย่างตั้งใจ”

แม้จะจับกางเกงยีนส์มานับหมื่นนับพันตัว แต่ทว่ากับการลงมือผลิต ความรู้เรียกได้ว่าเป็นศูนย์ ฉะนั้น จึงต้องลงมือค้นคว้า

“ผมเริ่มคิดตั้งแต่ชื่อโดยมีหลักการว่า ต้องออกเสียงไม่เกิน 2 พยางค์ เป็นภาษาอังกฤษ ฟังแล้วคุ้นเคย ติดหูง่าย คำแปลต้องไม่เกี่ยวข้องกับผมหรือคนในครอบครัวหรือใครคนใดคนหนึ่ง เพื่อความเป็นสากล ตอนนั้นคิดหลายชื่อ จนกระทั่งหลานของภรรยาพูดคำว่า บิ๊กแบร์ ออกมา ซึ่งผมถูกใจเลย เพราะตอนนั้นคำว่า บิ๊ก คุ้นหูคนไทย”

ส่วนกระบวนการผลิต คุณนุกูลเริ่มต้นด้วยการใช้เท้าและปากเดินเข้าไปสอบถามวิธีการทำยีนส์จากเพื่อนๆ คนรู้จัก จากคนขายกางเกงยีนส์ คนขายเสื้อเชิ้ต คนขายกางเกงสแล็ก แต่จะไม่สอบถามผู้ผลิตจำหน่ายกางเกงยีนส์โดยตรง เพราะไม่มีทางได้ข้อมูลแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่อาจใช้วิธีแอบถามในฐานะลูกค้า

หลังรวบรวมข้อมูล จนได้แหล่งทำแพตเทิร์น ช่างตัดเย็บ และแหล่งซื้อวัตถุดิบ จึงลงทุนควักเงินประมาณ 30,000 บาท เพื่อผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง ในลักษณะจ้างผลิตทุกกระบวนการ

ทรงเพี้ยน ไม่ได้อย่างที่ตั้งไว้ นั่นคือบทสรุปของการลงทุนครั้งแรก อีกทั้งการควบคุมต้นทุนยังเป็นเรื่องยาก เพราะวัตถุดิบทุกรายการถูกส่งไปอยู่ในมือคนอื่น คุณนุกูลจึงคิดหาทางทำแพตเทิร์นให้ได้ด้วยตัวเอง

“เวลาลูกค้าซื้อกางเกงยีนส์ 1 ตัว สิ่งที่เขาคำนึงคือ เนื้อผ้า สี ทรง ส่วนสภาพไม่ต้องพูดถึง กางเกงใหม่สภาพดีทุกตัว แต่การจ้างแล้วออกมาไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็น โอกาสทำตลาดมันเกิดยาก ผมจึงกลับมาศึกษารูปแบบ

แต่กับการจ้างผลิต ผมถือว่าเป็นความโชคดีสำหรับผมมากนะ เพราะเราคือลูกค้าของเขา สามารถยืนดูการทำงานของเขาได้ ใช้วิธีครูพักลักจำ แล้วกลับมานั่งทำแบบเอง จากคนไม่เป็นก็เป็นได้ จากนั้นพอลูกค้าลอง เราก็ดูว่าควรแก้ไขอย่างไร ปรับแบบอยู่ปีกว่า ทรงจึงออกมาลงตัว”

ทรงกระบอก คือทรงแรกเริ่มการผลิต เพราะอยู่ในความนิยมขายง่าย ความต้องการตลาดสูง แต่ต่อมาก็เริ่มออกแบบทรงอื่นๆ ตามมา ได้แก่ ขาเดฟ ขาม้า เอวสูง เอวต่ำ

“ผมว่าการทำงานเหมือนการขับรถ พอเราออกแบบทรงนี้ได้แล้ว จะออกแบบทรงอื่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเรารู้ว่ากางเกง 1 ตัวประกอบด้วยอะไรบ้าง และจากกางเกงยีนส์สำหรับผู้ชาย ก็เริ่มผลิตกางเกงยีนส์สำหรับผู้หญิง มีกางเกงขาสั้นเข้ามาเสริมตลาด สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะลูกค้าเรียกร้อง ลูกค้าแนะนำ”

กับการทำตลาดในเบื้องต้นของกางเกงยีนส์ ภายใต้แบรนด์ บิ๊กแบร์ ต้องบอกว่ายิ่งกว่าคำว่ายาก เพราะสินค้าผลิตออกมาตอบโจทย์สรีระคนไทย แต่คนไทยกลับไม่ปลื้มสินค้าไทย

“มีลูกค้าขาประจำเดินเข้ามาในร้าน เขาเห็นยีนส์ของเรา จับเลย ชอบมาก สวยๆๆๆ พูดซ้ำๆ อยู่อย่างนี้ ด้วยความที่เราผลิตเอง ยืดอก บอกเลย ยีนส์บิ๊กแบร์ครับ ผมทำเอง ลูกค้าบอกสวยๆๆ แล้วก็ค่อยๆ วางลง เป็นอยู่เช่นนี้ จนผมรู้เลยว่าถ้าบอกเป็นฝีมือคนไทย แบรนด์ไทย ลูกค้าคนไทยไม่ยอมรับ ตั้งแต่นั้นผมไม่บอกเลยว่าเป็นกางเกงที่ผมทำเอง ยอมโกหกด้วยว่านำเข้า ใจคิดแค่อยากขายได้ และก็จริงครับ ขายได้ขายดีด้วย ทำอย่างนี้อยู่หลายปี จนในที่สุด ผมคิดว่าก็ผมทำเอง นั้นยืดอกยอมรับไปเลย ขึ้นป้ายใหญ่ บิ๊กแบร์ยีนส์ ยีนส์คนไทย และไปจดลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง”

สำหรับทำเลขาย คุณนุกูลเลือกเช่าแผงค้าในตลาดนัดจตุจักรจำนวน 2 ล็อก แล้วให้ภรรยาเป็นผู้ดูแลกิจการ ส่วนตนเองยังคงตระเวนขายไปตามตลาดนัด

จนกระทั่ง 3 ปีก้าวผ่าน ชื่อบิ๊กแบร์ เริ่มเป็นที่รู้จัก มีลูกค้าเดินทางมาตามหาตามซื้อ และไม่เฉพาะคนไทย แต่คนต่างชาติ กลับเป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ ที่ยอมรับในฝีมือ คุณนุกูลจึงหยุดการขายในตลาดนัด เพื่อเข้ามาดูแลกิจการกับแผงค้าตลาดนัดจตุจักรเต็มตัว

จากพื้นที่ค้า 2 ล็อก ค่อยๆ ขยับขยาย จนปัจจุบัน 14 ล็อก ถูกจับจองเพื่อวางจำหน่ายกางเกงยีนส์ ภายใต้แบรนด์บิ๊กแบร์ ทั้งหมด

 

ลองเท่าที่พอใจ ไม่ซื้อใส่ ไม่หน้างอ

การค้าปลีกและค้าส่ง เกิดขึ้นที่ตลาดนัดจตุจักรแห่งนี้ มีผู้รับไปจำหน่ายต่อทั่วประเทศไทย และมีผู้สนใจเดินทางมาซื้อปลีกเพื่อสวมใส่ไม่เฉพาะในประเทศ แต่ยังมีลูกค้าโซนเอเชีย เพราะสรีระเหมาะกับรูปทรงของบิ๊กแบร์ ส่วนราคาขายนั้น กำหนดขายปลีกเริ่มต้น 390-790 บาท โดยกลุ่มผู้ซื้อหลักอยู่ในช่วงวัยประมาณ 20-40 ปีขึ้นไป และกับทรงที่ขายได้เรื่อยๆ และกลับมานิยมอีกครั้ง หลังจากในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ขาเดฟมาแรง ได้แก่ ทรงกระบอกเล็ก

“จุดขายของผมคือความจริงใจ ผมเชื่อว่าถ้าลูกค้าลองแล้ว ได้สวมใส่แล้ว เขาจะยอมรับในแบรนด์ อีกส่วนหนึ่งที่ผมว่าเป็นหัวใจสำคัญของการค้าคือ ผมมองลูกค้าว่าเป็นผู้มีพระคุณ ผมและภรรยาจะให้ความสำคัญกับบริการ ใส่ใจลูกค้า เราตั้งนโยบายไว้เลยว่า สินค้าในร้านต้องติดป้ายราคาชัดเจน ไม่ว่าคนไทยหรือชาวต่างชาติขายราคาเดียวกันหมด และลูกค้าสามารถลองใส่ได้ทุกตัว และเมื่อลองแล้วจะซื้อหรือไม่ซื้อ เราจะไม่มีอาการหน้างอหรือพูดจาไม่ดีใส่ลูกค้า ส่วนลูกค้าที่ไม่ได้ลองที่ร้าน แต่กลับไปลองที่บ้าน ไม่ชอบ ไม่สวย ไม่ถูกใจ นำมาเปลี่ยนได้ตลอดเวลา โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนลูกค้ารับไปจำหน่ายต่อ ถ้าซื้อรุ่นไหนไปแล้วขายช้าขายยาก นำมาเปลี่ยนรุ่นจนกว่าจะขายได้ นี่คือสิ่งที่เรามอบให้ด้วยความเต็มใจ”

จากการจ้างโรงงานตัดเย็บ แต่ก็เกิดปัญหาตามมามากมาย คุณนุกูลจึงลงทุนสร้างโรงงานผลิตเป็นของตนเอง ซึ่งนับมูลค่าการลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท มีพนักงานรวม 80-90 ชีวิต โดยแบ่งเป็นโรงตัด เย็บ สร้างลาย บรรจุ ส่วนกรรมวิธีการฟอกนั้นยังจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านนอก

“ผมเคยทำงานอยู่บริษัทไฟแนนซ์ จึงให้ความสำคัญกับการอุดช่องโหว่ของธุรกิจ อย่างการตัดผ้า เรายกผ้าเป็นม้วนๆ ไปให้เขาตัด เราจะรู้โดยประมาณว่าตัดได้กี่ตัว แต่ไม่รู้การทำงานจริงเป็นอย่างไร แล้วเศษผ้าที่เหลือเขาก็ไม่ได้คืนกลับมา สุดท้ายจึงคิดว่าสร้างโรงงานผลิตเอง ซึ่งพอเราทำ ก็มองเห็นโอกาสในการต่อยอด อย่างเศษผ้านำมาผลิตเป็นกางเกงไซซ์เด็กได้ สามารถควบคุมผ้า ดูแลกระบวนการทำงานได้ทุกขั้นตอน”

กับการลงทุนสร้างโรงงานผลิต ก็ต้องล้อไปกับการขยายพื้นที่จำหน่าย เพื่อให้ฝ่ายโรงงานเดินงานผลิตได้ทุกวัน ซึ่งปัจจุบันบิ๊กแบร์มีสาขากว่า 10 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และเริ่มเจาะทำเลโมเดิร์นเทรด กับ เทสโก้ โลตัส ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายตอบความลงตัวในด้านผู้อุปโภค

“เราต้องรู้สินค้า รู้ตลาด รู้ว่าจะขายให้ใคร แล้วจึงมองไปที่ทำเล ซึ่งถ้าตรงจุด โอกาสขายได้จะตามมา ซึ่งตอนนี้ยอดขายอยู่ที่เดือนละประมาณ 10,000 ตัว”

กับการเดินสู่เส้นทางสายนี้ คุณนุกูล กล่าวอย่างเต็มภาคภูมิว่า เดินมาถูกทาง และจะยังคงก้าวเดินต่อไป