แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝังพลอยในเทียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฝังพลอยในเทียน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

กฎ “1 เปอร์เซนต์”

กฎ “1 เปอร์เซนต์” ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จกว่าคนอื่นๆ โดย นักเศรษฐศาสตร์ Vilfredo Pareto

กฎ 1 เปอร์เซนต์ ที่ผู้ชนะต่างรู้ดี

ย้อนไปเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่ 1800 Vilfredo Pareto หรือพาเรโต ชาวอิตาเลียน พาเรโตเป็นนักคณิตศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก

เขาได้เผยแพร่ทฤษฎีต่างๆ ที่มีรากฐานมาจากตัวเลขและข้อเท็จจริง ซึ่งแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ ในยุคนั้น เขาได้ไปศึกษายังที่ต่างๆ หลายประเทศ โดยเริ่มศึกษาเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจในสังคม เขาค้นพบว่ากลุ่มคนเพียง 20% ของประชากรทั้งหมด นั้นเป็นเจ้าของพื้นที่ดินแดนกว่า 80% ในแต่ละประเทศ ซึ่งหมายความว่าทรัพยากรส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยกลุ่มคนส่วนน้อยในประเทศ

ทฤษฎีนี้เป็นข้อเท็จจริงจนมาจนถึงปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่นในช่วงปี 2015-2016 ในการแข่งขันบาสเกสบอลของประเทศสหรัฐอเมริกา ผลสรุปว่ามีเพียงทีม Boston Celtics และ Los Angeles Lakers เท่านั้นที่กวาดรางวัลส่วนใหญ่ไป การเปรียบเทียบนี้ยิ่งเห็นได้ชัดในการแข่งขันฟุตบอล ในขณะที่ 77 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่กลับมีเพียงแค่ไม่กี่ประเทศที่มักจะได้เป็นแชมป์อยู่เสมอ

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ทำไมคนส่วนน้อยมักจะได้สิ่งดีๆ ไปเสมอ?

ในการตอบคำถามนี้ เราต้องสังเกตุถึงหลักความเป็นไปของธรรมชาติเสียก่อน

ยกตัวอย่างเป็นเรื่องราวง่ายๆ คุณลองจินตนาการถึงต้นไม้ 2 ต้นที่ปลูกอยู่ข้างๆ กัน ทั้งสองได้รับปริมาณแสงแดด น้ำ และคุณภาพของดินที่เหมือนกัน อยู่มาวันหนึ่งต้นไม้ต้นหนึ่งบังเอิญมีความสูงมากกว่าอีกต้น ซึ่งดูเหมือนว่าความแตกต่างเพียงน้อยนิดนั้นจะไม่ส่งผลอะไรมาก แต่แล้วต้นที่สูงกว่านั้นกลับได้ปริมาณแสงแดดและปริมาณน้ำฝนที่มากกว่า ทำให้ทุกๆ วันต้นไม้ต้นนั้นมีการเจริญเติบโตที่ดี และมีความสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดต้นไม้ต้นนี้ก็กลายเป็นต้นไม้ที่แข็งแรงสามารถแย่งสารอาหารจากต้นไม้อื่นๆ ได้ แต่ในทางกลับกันต้นไม้อีกต้นกลับไม่มีการเจริญเติบโตที่ดีเพราะโดนบังจากการรับแสงแดดและน้ำฝน

จากตัวอย่างข้างต้น คุณจะเห็นได้ว่าการได้เปรียบคนอื่นแม้เพียงน้อยนิด ก็สามารถนำไปสู่ความแตกต่างทางโอกาสอย่างชัดเจนได้ อย่างต้นไม่ที่แข็งแรงนั้นจะมีความสามารถได้ออกดอก ออกผล และสืบสายพันธุ์ต่อไปมากกว่าต้นอื่นๆ ซึ่งการสืบสายพันธุ์นั้นยังสามารถส่งผลกระทบต่อการแผ่ขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้น

ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นคุณสามารถสังเกตุเห็นได้ว่าคนเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความแตกต่างและความมีอัตลักษณ์เป็นของตนเองที่สุดโต่งเสียทีเดียว ผู้ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายล้วนเริ่มต้นมาจากความคิดที่แตกต่างเพียงน้อยนิดจากคนทั่วไป หลังจากที่ความแตกต่างนั้นสร้างข้อได้เปรียบให้กับคนเหล่านั้น พวกเขาจึงสามารถจับเส้นทางและกลายเป็นผู้ชนะที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ในเวลาต่อมา ซึ่งการประสบความสำเร็จของพวกเขาส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นทางด้านความคิด การดำเนินชีวิต พฤติกรรม และการตัดสินใจ

คนส่วนน้อยที่สามารถผลักดันตัวเองให้อยู่ในจุดที่สูงกว่าคนปกติได้ ถือว่าเป็นผู้ชนะเลยก็ว่าได้ เพราะพวกเขาสามารถสร้างโอกาส ผลประโยชน์ และทรัพย์สินให้กับตนเองมากขึ้นและมากขึ้นในทุกๆ วัน ในขณะที่คนปกติส่วนใหญ่กลับเสียผลประโยชน์เพื่อสนับสนุนพวกเขาไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว

อ่านมาจนถึงตรงนี้ คุณอาจตระหนักได้แล้วว่าการที่คุณจะเป็นผู้ชนะในทฤษฎี 1 เปอร์เซตน์ได้นั้น คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเก่งกว่าคนปกติเป็นสิบเท่า เพียงแค่สร้างข้อดีและสร้างความแตกต่างเพื่อผลักดันให้ตัวเองหลุดออกมาจากคนทั่วไปเพียงน้อยนิด คุณก็จะสามารถสร้างโอกาสที่ยิ่งใหญ่จนไปถึงการประสบความสำเร็จในชีวิตได้

 

ที่มา jamesclear.com

พลังแห่งการคิดบวก

มหัศจรรย์ของพลังแห่งการคิดบวก เป็นคำที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ จนบางครั้งอาจจะฟังดูเฉยๆ และจำเจ แต่มีผลวิจัยออกมามากมายที่ช่วยยืนยันว่าการคิดบวกส่งผลดีต่อสุขภาพกายและจิตใจ ซึ่งพบว่าการคิดบวกจะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวคุณให้มากขึ้น ทำให้อารมณ์ดีขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเครียด ซึมเศร้า หรือโรคที่เกิดจากความเครียดได้

บางคนบอกว่า พลังแห่งการคิดบวกก็คือการที่เราคิดแต่เรื่องดีๆ การใช้คำพูดด้านบวกกับตัวเอง หรือแม้กระทั่งการมอโลกในแง่ดี แต่สิ่งเหล่านี้ยังอาจทำให้คุณมองไม่เห็นภาพมากนัก และนี่ก็คือเคล็ดลับทั้ง 7 ข้อ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจพลังแห่งการคิดบวกได้มากขึ้น

1. เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความมั่นใจ

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าวันนี้คุณจะอารมณ์ดีตลอดทั้งวัน เคยไหม พอคุณตื่นสาย คุณเริ่มรู้สึกกังวล และมีความรู้สึกว่าวันนี้จะเกิดแต่เรื่องแย่ๆ สาเหตุมาจากการที่คุณตื่นขึ้นมาพร้อมกับจิตใจที่ไม่สดใส เพราะในหัวคุณเต็มไปด้วยความคิดทางลบ พาลทำให้วันนั้นทั้งวันของคุณกลายเป็นวันแย่ๆ ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้มากระทบต่อชีวิตของคุณ คุณควรเริ่มวันใหม่ด้วยจิตใจที่แจ่มใสและมั่นใจ อาจจะเริ่มจากการพูดคุยกับตัวเองในกระจก เช่น วันนี้จะต้องมีแต่เรื่องดีๆเกิดขึ้น หรือ วันนี้คือวันที่ยอดเยี่ยมของฉัน อาจจะฟังดูตลกเพ้อเจ้อไปบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณจะรู้สึกทึ่งกับผลลัพธ์ที่ตามมา

2. โฟกัสแต่เรื่องดีๆ รวมถึงเรื่องเล็กๆ

แน่นอนล่ะ คุณต้องพบเจออุปสรรคบ้างในแต่ละวัน เพราะไม่มีอะไรที่เพอร์เฟคไปหมดหรอก เมื่อคุณเจออุปสรรคทั้งเล็กและใหญ่ แทนที่จะเครียดหรือกังวล ลองเปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่ด้านดีๆ ของมันดู เช่น เวลารถติดมากๆ ก็ให้คิดซะว่าคุณมีเวลาฟังวิทยุคลื่นโปรดของคุณนานขึ้น หรือถึงแม้อาหารที่คุณชอบกินดันหมด ก็คิดว่าคุณจะได้มีโอกาสลองชิมอาหารแนวใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยกินดูบ้าง

3. ในเรื่องร้ายๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆแฝงอยู่เสมอ

การพบเจอเรื่องร้ายๆ ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องไม่ดีเสมอไป เพราะเมื่อเวลาผ่านไปเหตุการณ์ร้ายๆ เหล่านี้อาจกลายเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับคุณไปเลยก็ได้ ให้คุณลองคิดว่าสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่เจอนั้นอาจเป็นเรื่องที่ดีที่คุณจะได้พบเจอทำสิ่งใหม่ๆหรือโอกาสใหม่ๆ เข้ามาแทนที่

4. เรียนรู้จากข้อผิดพลาด

ไม่แปลกที่คุณจะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับหลายๆเรื่อง ทั้งกับเรื่องงานและเรื่องอื่นๆ เพราะคุณไม่ใช่คนที่เพอร์เฟคสมบูรณ์แบบ จงมองข้ามความผิดพลาดในอดีตเหล่านั้นแล้วนำมาเป็นบทเรียน พร้อมทั้งโฟกัสกับสิ่งที่คุณต้องทำ มันจะช่วยให้คุณหาทางออกจากปัญหาเหล่านี้ได้

5. เปลี่ยนจาก ‘การดูถูกตนเอง’ เป็น ‘การให้กำลังใจตัวเอง’

การที่คุณพูดดูถูกตัวเองบ่อยๆ เช่น ฉันไม่เก่งเรื่องเหล่านี้เลย หรือ ฉันไม่น่าลองมันเลย บางครั้งคำพูดแย่ๆเหล่านี้อาจลุลุกลามกลายเป็นนิสัยประจำตัวคุณก็ได้ และคำพูดดูถูกแย่ๆ เหล่านี้จะเป็นกำแพงที่กั้นไม่ให้เราพัฒนาไปข้างหน้า ดังนั้น จงหยุดดูถูกตัวเองแล้วหันมาพูดให้กำลังใจตัวเองดีกว่า เช่น ขอเวลากลับไปฝึกฝนใหม่…ครั้งหน้าฉันต้องทำได้แน่นอน หรือ ครั้งนี้ฉันอาจจะผิดหวัง…แต่ครั้งหน้าต้องสำเร็จให้ได้

6. อยู่กับปัจจุบัน

คำว่าอยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่า ให้โฟกัสแค่วันนี้ หรือ ชั่วโมงนี้ แต่หมายถึง อยู่กับช่วงเวลาปัจจุบันนี้ต่างหาก ความคิดด้านลบมักจะเกิดจากอดีตที่เลวร้าย เกิดจากการที่คุณคิดมาก หรือกังวลเรื่องอนาคตมากเกินไป เช่น หากคุณถูกผู้อื่นตำหนิ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะถูกตำหนิตลอดไปหรอกนะ จงลืมคำพูดแย่ๆ ที่พึ่งผ่านมานั้นเสียเถอะ แล้วไม่ต้องคิดถึงคำพูดแย่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ให้โฟกัสแล้วแก้ปัญหาช่วงเวลานี้ เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด แล้วคุณก็จะรู้ว่ามันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คุณคิดเลย

7. รายล้อมตนเองด้วย ‘คนคิดบวก’

เมื่อรอบตัวคุณห้อมล้อมไปด้วยคนที่มีทัศนคติที่ดี คุณจะสัมผัสได้ถึงพลังงานด้านบวก เช่น บุคลิกภาพที่ดี เรื่องราวดีๆ และความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมจากคนเหล่านี้ คุณจะค่อยๆ ซึมซับพลังงานด้านบวกเหล่านี้เข้าไป และส่งผลให้ความคิดและคำพูดของคุณเปลี่ยนไป ถึงแม้การหาคนที่มีทัศนคติที่ดีอาจจะเป็นเรื่องยากเอาสักหน่อย แต่อย่างไรก็ตามคุณก็ไม่ควรปล่อยให้ความคิดแย่ๆครอบงำคุณได้ ดังนั้น จงสลัดความคิดแย่ๆออกไป และเปิดโอกาสให้คนอื่นได้สัมผัสพลังงานด้านบวกของคุณสิ แล้วคุณก็จะสัมผัสได้ถึงพลังงานด้านบวกจากพวกเขาด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ใดของชีวิตก็ตาม คุณก็สามารถนำเคล็ดลับทั้ง 7 ข้อนี้ไปใช้ได้เสมอ เพราะยิ่งคุณคิดบวกมากเท่าไหร่ คุณก็จะได้สิ่งดีๆกลับมาเท่านั้น

 

Source: success

เข้าใจตัวเอง ก่อนอายุเลข4

เมื่ออายุเข้าเลข 4 จึงรู้ว่า

สมัยก่อน 30 ยังแจ๋ว ..แต่ยุคนี้ผมว่า 40 ก็ยังแจ่ม แถมเรียนรู้โลก และเข้าใจตัวเองมากขึ้น

1. รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ทำให้เรารวยมากขึ้น ..เพราะหนี้สินก็เพิ่มขึ้นตาม (เจ็บ!!)

2. อายุมากขึ้นไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้น ..หากเราหยุดเรียนรู้ตั้งแต่วันที่เรียนจบ

3. ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้เราตกต่ำ แต่มันทำให้เราเติบโต ..ตราบเท่าที่เรายังเดินต่อและไม่ล้มเลิก

4. เงินมากและโชคดีที่เข้ามาตั้งแต่อายุยังน้อย มันไม่ได้ช่วยสร้างแต้มต่อ ...แต่มันสร้างอีโก้และความประมาท ที่จะนำเราสู่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต

5. ความรู้ที่มากมายแค่ไหน ก็ไร้ประโยชน์ หากเราไม่ได้เอาความรู้นั้นมาปฏิบัติ เพื่อทดสอบว่าเหมาะกับเราหรือไม่ ...ความรู้ที่เราทำแล้วใช่ เรียกว่า ปัญญา ..สิ่งนี้แหละที่จะนำพาชีวิตไปสู่จุดที่เราต้องการ

6. ลูกน้องและเพื่อนร่วมงานไม่ใช่คู่แข่ง ..คนเราไม่ได้สูงขึ้นโดยการเหยียบคนอื่นให้ต่ำลง ...เรือจะลอยสูงขึ้น เมื่อเราแบ่งปัน ช่วยเหลือ คนรอบข้าง ..แล้วน้ำจะพาเรือของเราให้ลอยสูงขึ้นเอง

7. เงินและโอกาสมีอยู่รอบตัว ถ้าเราไม่สามารถคว้าเงินและโอกาสนั้นได้ แปลว่า ความรู้ความสามารถเรายังไม่ถึง ...ให้เพิ่มความรู้และความสามารถให้เพียงพอ จากนั้นเงินและโอกาสจะเปิดให้เราอย่างน่าประหลาดใจ

8. การใช้ชีวิตเพื่อให้ดูดีในสายตาคนอื่นเป็นชีวิตที่เหนื่อยแสนสาหัส ...เพราะยิ่งเราพยายามดูดีในสายตาคนอื่นมากเท่าไหร่ สุดท้ายเราจะเกลียดตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

9. ไม่มีใครที่ได้อะไรมาโดยที่ไม่เสียอะไร ...ผู้นำต้องเสียสละ , เจ้าของต้องสร้างงานให้ลูกจ้าง , นักธุรกิจต้องแก้ปัญหาให้ผู้คน , นักลงทุนต้องอดทน , นักเก็งกำไรต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส , เศรษฐีต้องยอมใช้น้อยในปัจจุบันเพื่อความร่ำรวยที่มากกว่าในอนาคต , ผู้รู้ย่อมต้องร่ำเรียนใฝ่หาความรู้ตลอดชีวิต

10. เมื่ออายุ 40 จึงรู้ว่า คนเราไม่ได้เสียใจกับสิ่งที่ทำผิดพลาด แต่เราเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่า ...ถ้ารู้อย่างงี้ ...

รู้อย่างงี้ จะไม่ใช้ชีวิตที่เหนื่อยและหนัก เพียงเพื่อจะได้ดูดีในสายตาคนอื่น ..ซึ่งแท้จริงแล้ว ไม่ได้มีใครสนใจสิ่งที่เราทำหรอก

...ให้เลิกทำสิ่งที่สูญเปล่า แล้วกลับมารักตัวเอง แคร์คนรอบข้างที่รักเราจริงๆ แล้วใช้ชีวิตให้พูดได้เต็มปากว่า

‘เราภูมิใจ ในสิ่งที่เราเลือกทำ ได้สนุก ได้เรียนรู้ และได้เติบโต จากผลลัพธ์ในสิ่งที่เราเลือก’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

คน.6แบบ มักจะประสบความสำเร็จ

ทุกๆ คนคงชอบเรื่องราวของเหล่าผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่าง สตีฟ จ็อบส์, อีลอน มัสก์, เจฟฟ์ เบโซส, บิล เกตส์, อาเรียนนา ฮัฟฟิงตัน มาร์ค คิวบาน และอื่นๆ อีกมากมาย

อันที่จริง บุคคลเหล่านี้ล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาคงไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้เลย หากขาดเหล่าผู้คนทั้ง 6 แบบนี้ในชีวิตที่จะกล่าวต่อไปนี้

1. คนที่สนับสนุนคุณ

หน้าที่หลักๆ ของบุคคลประเภทนี้ คือ คอยช่วยสนับสนุนคุณเวลาที่คุณต้องเผชิญกับสิ่งไม่คาดฝัน คุณไม่ควรเริ่มธุรกิจใหม่(หรือดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ต่อไป) จนกว่าคุณจะเจอใครสักคน ที่จะมาช่วยสนับสนุนคุณไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ คนประเภทนี้มักจะเป็น คนรัก คนสำคัญ คนสนิท หรือแม้แต่เพื่อนเก่าของคุณ คุณควรจะรักษาคนเหล่านี้ไว้ในชีวิตให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้มันจะเป็นเรื่องยากพอๆ กับการสร้างธุรกิจก็ตามที

2. คนที่ตรงไปตรงมา ราวกับ ‘ลูกขุน’

ลูกขุนที่อยู่ในชั้นศาลจะให้การตัดสินคดีผ่านหลังจากที่รวบรวบพยานหลักฐานจนครบถ้วน เช่นเดียวกัน คนประเภทนี้จะช่วยบอกสิ่งที่คุณทำลงไปอย่างตรงไปตรงมา ทั้งในเรื่องการทำธุรกิจและการใช้ชีวิต
ในตอนล่าสุดของรายการพ็อดแคสต์ Follow My Lead บ็อบ โบดีน (Bob Beaudine) เรียกบทบาทนี้ว่า “คณะผู้บริหารส่วนตัว” ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีคณะผู้บริหารจริงๆ หรือไม่ คุณก็ควรจะมีคนรู้จักที่เป็นเหมือนลูกขุนให้คุณเอาไว้สักสองสามคน

3. คนที่มักให้คำปรึกษากับคุณ

คนให้คำปรึกษาคือคนที่คุณสามารถโทรหรือส่งข้อความหาได้ในยามจำเป็น เช่น การตัดสินใจครั้งใหญ่ในกิจการ การตัดสินใจจ้างพนักงาน หรือความรู้ต่างๆ
ในหลายๆ ครั้งที่พวกเขามักจะมีประสบการณ์ที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับคุณ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้เอง จะเป็นคนที่หาเวลามาคุยกับคุณและให้คำแนะนำต่างๆ นั่นเอง และถึงแม้ว่าบางครั้งคุณอาจจะเห็นไม่ตรงกับพวกเขาก็ตาม แต่นั้นแหละคือสิ่งที่สำคัญ และพึงระลึกไว้เสมอว่า การที่พวกเขาคำแนะนำที่ต่างออกไป แต่ก็ล้วนแฝงไว้ด้วยความปรารถนาดีต่อคุณและธุรกิจของคุณทั้งนั้น

4. เพื่อนคู่คิด มิตรคู่สร้าง

คนประเภทนี้ก็เหมือนกับหยิน และคุณก็คือหยาง ในเวลาที่คุณอ่อนแอ พวกเขาจะเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ซึ่งตรงข้ามกับที่เราเชื่อกันในสังคม คนประเภทนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นหุ้นส่วนของธุรกิจก็ได้ แต่คือคนใกล้ชิดที่รู้จักคุณและธุรกิจของคุณอย่างทะลุปรุโปร่ง
และเป็นเพราะพวกเขารู้จักคุณและธุรกิจของคุณดี บ่อยครั้งจึงอาจทำงานร่วมงานกันยากบ้าง แต่ท้ายที่สุด ธุรกิจของคุณก็ไม่อาจขาดบุคคลเหล่านี้ไปได้

5. คนที่คอยช่วยประสานงาน

ผู้ประกอบการทุกคนต้องมีคนที่คอยเป็นหูเป็นตาคอยรับฟังความคิดต่างๆ และให้ความเห็นได้ในทันที หรือเรียกได้ว่าเป็น ผู้ประสานงาน นั่นเอง พวกเขาคือคนที่คอยช่วยในกิจการงานต่างๆ ของคุณ เช่น การหาไอเดียธุรกิจใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์ แคมเปญหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ประสานงานที่ดีนั้นจะต้องมีจินตนาการเยี่ยมยอดและมีความคิดใหม่ๆ มาแลกเปลี่ยนกับคุณอยู่เสมอ

6. คนที่คอยยั่วยุ สบประมาทคุณ

คนประเภทนี้จะคอยตั้งคำถามกับคุณ บอกว่าคุณทำไม่ได้บ้างล่ะ บอกว่าคุณไม่ดีพอบ้างล่ะ ซึ่งคำพูดหรือการกระทำของพวกเขาอาจจะแผดเผาจิตใจของคุณ และคอยเป็นแรงกระตุ้นให้คุณพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อจะลบคำสบประมาทของพวกเขาให้ได้ บทบาทสำคัญของคนพวกนี้ก็คือการยั่วยุคุณนั่นเอง

หากคุณยังไม่แน่ใจว่ามีใครที่รู้จักอยู่ใน 6 ประเภทนี้บ้างไหม หรือกำลังจัดวางลิสต์เพื่อนอยู่ล่ะก็ นั่นแปลว่าคุณกำลังสร้างเครือข่ายผู้คนที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จขึ้นมาแล้วล่ะ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ายังขาดอะไรไปอยู่ ก็สามารถลงมือสร้างมันเพิ่มตั้งแต่วันนี้ได้เลย

 

Source : Inc-Asean

วิธีใช้ชีวิตในวัย24ปี

อายุ 24 ปี เป็นช่วงเวลาสุดสนุกของชีวิต เพราะเป็นวัยที่คุณเพิ่งจะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาได้เพียงไม่กี่ปี ได้รู้จักคนใหม่ๆ และได้กระโจนเข้าสู่โลกที่แท้จริง ในขณะเดียวกันมันก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ เพราะในวัย 24 ปีนั้น คุณกำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริง และการตัดสินใจใดๆ ก็อาจส่งผลกับคุณไปทั้งชีวิตได้

ในเว็บไซต์ Quora ได้ตั้งคำถามว่า “ทักษะใดบ้างที่คนวัย 24 ปีทุกคนควรจะเรียนรู้?”  มีคนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ “ทักษะที่คนหนุ่มสาววัย 24 ปีควรเรียนรู้ก่อนจะสายไป” ซึ่งสามารถสรุปมาได้ทั้งหมด 11 ทักษะดังต่อไปนี้

1.เป็นสุดยอดนักขาย

“การขาย คือหลักการพื้นฐานของความสำเร็จในธุรกิจ ถึงแม้การขายจะไม่ได้เป็นหน้าที่โดยตรงของคุณ แต่คุณย่อมเกี่ยวข้องกับการขายอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการขายขณะที่ทำการตลาด ระหว่างวางแผนกับทีม การบริการลูกค้า การดูแลจัดการผลิตภัณฑ์  การประชุม การพัฒนาธุรกิจ  ฯลฯ การมีพื้นฐานการขายที่ดีจะทำให้คุณได้เปรียบเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ” — นิรนาม (Anonymous)

2.ก้าวออกมาจาก comfort zone

“ออกไปสร้างประสบการณ์จริงข้างนอกดูบ้าง ลองทำธุรกิจ พูดคุยกับผู้คน หรือไม่ก็ชวนผู้หญิงน่ารักสักคนออกเดท ไปดำน้ำ ฝึกสนทนากับคนกลุ่มใหม่จนเชี่ยวชาญ และแน่นอนว่าอย่าจริงจังมากไป จนทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ล่ะ”  — Christian Pretorius

3.เอาดีให้สุดสักทางหนึ่ง

“เอาดีให้สุดสักทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทักษะ การตัดต่อภาพ ร้องเพลง เต้นรำ ผิวปาก เพราะอย่างน้อยหากวันดีคืนดีคุณตกงาน ไม่มีบ้าน ไม่มีใครช่วยเหลือ คุณก็จะพอประทังชีวิตตัวเองไปได้ด้วยการเป็นฟรีแลนซ์จากความสามารถพิเศษเหล่านี้ (ต่อให้เป็นแค่การผิวปากก็เถอะ เพราะอย่างน้อยคุณก็สามารถไปเปิดหมวกข้างถนนขอให้คนร้องเพลงแล้วผิวปากตามดนตรีก็พอได้เงินแล้ว ไม่เชื่อก็ลองดูสิ)” — Rohit Mishra

4.สร้างเครือข่ายสังคมที่ช่วยสนับสนุนคุณ

“เราทุกคนต่างต้องการคนที่คอยช่วยเหลือและส่งเสริมเราให้ได้เจอสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโอกาส เพื่อน ไอเดีย หรือแม้กระทั่งงาน  ลองใส่ใจเรื่องการให้คุณค่ากับพวกเขามากกว่าแค่พบกันเฉยๆ ดูสิ เพราะกฎเหล็กของการสร้างเครือข่ายสังคมไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณรู้จักพวกเขากี่คน แต่คือการที่คุณได้ช่วยเหลือคนสำคัญเหล่านั้นมากแค่ไหนต่างหากล่ะ” — Christian Bonilla, ดีไซเนอร์ซอฟท์แวร์และนักเขียน

5.เรียนรู้การเขียนโค้ดโปรแกรม

“เรียนรู้การเขียนและอ่านโค้ดเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับหนุ่มสาววัย 24 ปี แม้ว่าสิ่งที่คุณเรียนมาจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีก็ตาม แต่อย่างน้อยรุ่นของพวกคุณก็ถนัดกับการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้กันดีกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้ว เพราะคุ้นเคยกับแทบเล็ต สมาร์ทโฟน หรือ อุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ นานา การเรียนโค้ดโปรแกรมเป็นเครื่องมือสำคัญที่มีประโยชน์ต่ออนาคตของคุณ  เพราะมันก็ไม่ต่างจากการเรียนภาษานั่นแหละ” — Maria Antsuk

6.ตกหลุมรัก

“ใช่แล้ว ตกหลุมรักนี่แหละ เพราะความรักคือความรู้สึกบริสุทธิ์ที่สุดในบรรดาอารมณ์ทั้งหมดทั้งปวง แล้วอะไรจะสวยงามไปกว่าความรักอีกเล่า? หากคุณไม่เคยตกหลุมรักเลย แสดงว่าคุณได้พลาดอีกหนึ่งความรู้สึกล้ำลึกของมนุษย์ไปแล้ว” — Karan Jaiswani

7.ฝึกสมาธิ

“ในโลกที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายแบบนี้ การฝึกสมาธิเป็นเครื่องมือเดียวที่จะทำให้คุณจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น งานวิจัยพบว่าการฝึกสมาธิเพียง 20 นาทีมีผลเทียบเท่ากับการงีบหลับ 2 ชั่วโมง มันคือการบำบัดจิตที่แม้จะเสียเวลาเพียงเล็กน้อยแต่ส่งผลดีในระยะยาว การฝึกสมาธิอาจต้องใช้ความมุ่งมั่นเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายนัก” — Sanjay Kadel

8.เที่ยวให้มากขึ้น

“ลองสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเอง ด้วยวิธีการออกไปท่องเที่ยวดูสิ เพราะการท่องเที่ยวจะสอนให้คุณได้เจอเรื่องราวใหม่ๆ ในชีวิต หาคุณอยู่แถบตะวันตกก็ลองออกไปผจญภัยในแอฟริกา หรือถ้าคุณอยู่ในเขตร้อนก็ลองไปเที่ยวแคนาดาหน้าหนาวดู แล้วคุณจะได้สัมผัสโลกมุมใหม่ เพื่อนใหม่ และได้ฝึกที่จะมอบความรักให้สิ่งรอบตัว” — นิรนาม (Anonymous)

9.หมั่นหาความรู้เป็นต้นทุนชีวิต

“อย่าเอาแต่นั่งดูทีวีหรือเที่ยวเล่นไปทั่ว ลองอ่านหนังสือให้มากขึ้น หรือไม่ก็เข้าร่วมงานสัมมนาต่างๆ เพราะมันจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้ชีวิตคุณและสร้างผลกำไรต่อตัวคุณเองเมื่อได้ทำงาน ยิ่งคุณลงทุนกับความรู้มากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งได้รายได้ตอบแทนมากขึ้นเท่านั้น” — Janis Butevics,ผู้ประกอบการ วัย 23 ปี, นักเขียน, ผู้ก่อตั้ง Awake or Be Slaved

10.เลิกกังวลอยู่ตลอดเวลา

“ความกังวลเป็นการดูดพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ เพราะความกังวลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตหรือสถานการณ์ต่างๆ ได้ การวางแผนและลงมือทำต่างหากที่จะนำคุณไปยังจุดที่คุณต้องการในชีวิต ลองใช้ชีวิตแบบไม่กังวลดูบ้างปรับทัศนคติตนเองใหม่และดูแลสุขภาพ เพิ่มอาหารสมองด้วยความรู้ นั่นต่างหากที่จะเป็นประโยชน์กับอนาคตของคุณ  มีความสุขกับปัจจุบัน แล้วเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงดีๆ ที่จะเกิดขึ้น” — Deme Alexis

11.เริ่มเก็บเงิน

“ไม่ว่าคุณจะทำงานเพื่อคนอื่นหรือเพื่อตัวเอง คุณควรฝึกเก็บเงินเสียตั้งแต่ตอนนี้เงินเก็บเล็กผสมน้อยในแต่ละเดือนสามารถเปลี่ยนคุณเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ใน 20 ปีข้างหน้า และยิ่งคุณเก็บออมได้มากเท่าไหร่ ก็ย่อมทำให้คุณรวยได้เร็วขึ้น” — Stefan Stoman

 

Source : Business Insider