แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สตาร์ทอัพไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สตาร์ทอัพไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

สตาร์ทอัพไทยต้องคิดให้ไกลกว่านี้

“สตาร์ทอัพไทยต้องคิดให้ไกลกว่านี้” อ่านคำแนะนำจากกูรูสิงคโปร์ พร้อมเปิดเทคนิค Growth Hacking ที่ต้องรู้
By Thongchai Cholsiripong -12/07/2017
แม้จะเป็นความจริงที่ว่าโดยธรรมชาติของสตาร์ทอัพนั้น 90% คือล้มเหลว แต่ของแบบนี้ไม่ลองก็ไม่รู้ ชวนไปอ่านเทคนิคของกูรูสตาร์ทอัพ 10 ข้อที่ทำให้ธุรกิจโตไว พร้อมด้วยข้อแนะนำที่น่าสนใจถึงสตาร์ทอัพไทย

ผู้ชายคนที่ 2 จากขวา – Bjorn Lee หรือ บียอร์น ลี ผู้คร่ำหวอดในวงการสตาร์ทอัพระดับเอเชียและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสตาร์ทอัพชื่อดัง
เปิด 10 กฎ Growth Hacking ที่สตาร์ทอัพ(ไทย)ต้องรู้

เมื่อช่วงเย็นของพุธที่ 12 กรกฎาคม 2560 ได้ไปร่วมงาน “Dtac acceralate : Growth Hacking หมัดเด็ด การตลาดยุคไทยแลนด์ 4.0” โดยภาพรวมเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ของเหล่าบรรดากูรูสตาร์ทอัพ และเปิดเผยเทคนิคการทำธุรที่ในภาษาของสตาร์ทอัพเขาเรียกกันว่า “Growth Hacking” หรือถ้าจะแปลไทยเอาแบบเข้าใจง่ายก็คือ “เทคนิคที่ทำให้ธุรกิจโตไว” นั่นเอง

คีย์แมนที่น่าสนใจของงานคือ Bjorn Lee หรือ บียอร์น ลี ผู้คร่ำหวอดในวงการสตาร์ทอัพระดับเอเชียและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสตาร์ทอัพชื่อดัง ประวัติและผลงานชิ้นโบว์แดงของคนนี้คือ การเพิ่มฐานของผู้ใช้งานของสตาร์ทอัพเกมสำหรับเด็กที่ชื่อ Stickery (แม้ว่าในปัจจุบันนี้เจ้าเกมตัวนี้จะล้มหายตายจากไปแล้วก็ตาม)

ลีเริ่มต้นจากจุดที่ไม่มีใครรู้จักเกมตัวนี้ หรือเรียกได้ว่าเริ่มจากจากตัวเลขที่เป็น 0 แต่ลีสามารถทำให้มียอดพุ่งไปถึง 5 – 6 แสนผู้ใช้งานได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ด้วยผลงานที่น่าสนใจ Dtac เลยชวนลีมาแลกเปลี่ยนให้ฟังกันว่า อะไรคือเทคนิคที่ทำให้สตาร์ทอัพประสบความสำเร็จได้

คนที่กำลังพูด – Bjorn Lee หรือ บียอร์น ลี ผู้คร่ำหวอดในวงการสตาร์ทอัพระดับเอเชียและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสตาร์ทอัพชื่อดัง
นี่คือ Growth Hacking ที่ลีเอามาแนะนำให้กับสตาร์ทอัพไทย มีทั้งหมด 10 ข้อ

เลือกตลาดที่ถูกต้อง ลีบอกว่า การเริ่มต้นทำสตาร์ทอัพคล้ายกับการสร้างบ้าน คือต้องมีพื้นฐานที่ดี อันนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม ลีเล่าประสบการณ์ตรงให้ฟังว่า ในปี 2011 ตอนที่เขาทำเกมสำหรับเด็ก ในตอนนั้นนั้นกระแสของ iPad กำลังมาพอดี เขาเลยเลือกทำเกมลงแพลตฟอร์มของ iPad จึงทำให้เขาประสบความสำเร็จในตอนนั้น
การใช้โฆษณาให้ทำงานแทนเรา ข้อดีเป็นเรื่องที่สตาร์ทอัพน่าจะรู้กันอยู่แล้ว คือถ้ามีทุนประมาณหนึ่ง เราควรลงกับการโฆษณาที่ให้ผลในการกระจาย/บอกเล่าสินค้าให้ผู้บริโภครับรู้
ผู้บริโภคมักขี้เกียจ แต่คนทำธุรกิจต้องขยัน ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้บริโภคเกิดความสงสัย เช่น ลงโฆษณาแบบวิดีโอใน Youtube สั้นๆ แต่สร้างจุดสนใจหรือสร้างความสงสัยให้ผู้บริโภคต้องไปค้นหาต่อ นั่นก็จะทำให้การรับรู้แบรนด์ของเราได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
เป็นศิลปินที่ดี เราต้องรู้ว่าตำแหน่งแห่งที่ในตลาดของเราอยู่ตรงไหน ใครทำดีเราก็เรียนรู้จากเขา ไม่ใช่การลอกเลียนแบบ แต่เรียนรู้ว่าอะไรที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ แล้วนำมาปรับใช้กับธุรกิจของเรา
นอกจากพนักงานประจำที่อาจจะต้องมีเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ การจ้างฟรีแลนซ์ก็สำคัญ แต่ลีบอกว่าต้องจ้างอย่างชาญฉลาด ต้องเลือกคนที่มีประสบการณ์เพื่อทำให้ธุรกิจของเราเติบโต
ต้องทำให้คนเข้าใจธุรกิจของเราอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสื่อที่จะแพร่กระจายแบรนด์ของเราออกไป ต้องทำให้รู้ชัดเลยว่านิยามของธุรกิจเราคืออะไร อันนี้เราต้องแม่นพอสมควร เช่น พูดถึง Airbnb หมายถึงการเช่าที่พัก พูดถึง Uber คือ เรียกรถรับส่ง อย่าทำให้นอยามธุรกิจของเรากำกวม ต้องนิยามให้ชัด
กฎ 80-20 ข้อนี้ลีอธิบายคล้ายๆ กับการพาดหัวข่าวของสำนักข่าวคือ ต้องทำพาดหัวให้ชัดเจน ต้องส่งสารให้รู้เรื่อง หมายความว่า พาดหัวต้องบอกเรื่องราวของ Product เราไปแล้ว 80% ส่วนที่เหลือถ้าผู้บริโภคสนใจอีก 20% คือสิ่งที่เป็นเนื้อหาข้างในที่เขาจะไปศึกษาต่อเอง
การเริ่มต้นแบบสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่มาจาก 0 การสร้างฐานผู้ใช้จึงต้องเริ่มจากคนใกล้ตัว พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูง หรือนักรีวิวต่างๆ ให้ทดลองใช้สินค้าหรือบริการจากเรา แต่ลีใช้คำว่า “Fake it till you make it” คือในตอนแรกเริ่มอาจจะต้องใช้เล่ห์ลวงกันสักนิด เพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
***ลีบอกว่า ข้อนี้สำคัญที่สุด*** หาแหล่งหรือชุมชนที่เป็นที่รวมตัวในการสร้างเครือข่ายธุรกิจ โดยใช้จุดนี้เป็นสถานที่ในการสื่อสารแบรนด์ออกไป เพราะอย่างน้อยถ้าหาแหล่งรวมตัวได้ แล้วเราสามารถสื่อสารให้คนในที่นั้นเข้าใจถึงแบรนด์เราได้ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แล้วหากเราจะขยายขอบเขตธุรกิจไปให้กว้างขวางมากขึ้น คนเหล่านี้ก็จะเป็นเครือข่ายที่สำคัญในการผลักดัน พูดง่ายๆคือ เปรียบเสมือนการ “หว่านพืช หวังผล” นั่นเอง
ข้อนี้ง่ายมาก และสตาร์ทอัพไทยใช้กันเยอะมาก (แต่ประสบความสำเร็จหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง) ข้อสุดท้ายคือการซื้อ ลีใช้คำว่า “Paying for traffic” คือใช้เงินซื้อช่องทางเพื่อให้สินค้าหรือบริการเข้าถึงผู้คนจำนวนมาก แม้ข้อนี้จะปฏิเสธไม่ได้ แต่ลีก็บอกไว้เพียงว่า ต้องซื้ออย่างมีสติและต้องวัดผลได้ก็เพียงพอ

“สตาร์ทอัพไทยต้องคิดให้ไกลกว่านี้” อย่าแก้ปัญหาเฉพาะจุดเฉพาะที่

ลี เล่าให้ฟังในประเด็นสตาร์ทอัพไทยว่า ถ้าพูดถึงสตาร์ทอัพในไทย สิ่งที่โดดเด่นคือ “ความสร้างสรรค์” โดยเฉพาะการทำโฆษณา ลีบอกว่า ในต่างประเทศ โฆษณาของไทยได้รับการยอมรับสูง เพราะสื่อสารได้ดี แต่ทีนี้ถ้ากลับมาดูในด้านธุรกิจ สตาร์ทอัพไทยยังติดกับดักในแง่ของการแก้ปัญหาเฉพาะจุดเฉพาะที่ ลีบอกว่าถ้าอยากให้สตาร์ทอัพไปได้ไกล ต้องคิดถึงการแก้ปัญหาที่ไกลกว่าระดับประเทศได้แล้ว เช่น ปัญหาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คืออะไร? ปัญหาของโลกทุกวันนี้คืออะไร? ไปเริ่มต้นจากจุดนั้นแล้วสร้างธุรกิจที่มาแก้ไข Pain point เหล่านี้

นอกจากนั้น ในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย รวมถึงไทยด้วย การเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคก็สำคัญมาก อย่างเช่น ถ้าย้อนกลับไป 5 ปีที่แล้ว คนไทยยังไม่พิมพ์ข้อความส่งกันเยอะขนาดนี้ ยังเน้นการคุยโทรศัพท์มากกว่า เพราะฉะนั้นถ้าส่งแอพพลิเคชั่นที่สื่อสารผ่านการพิมพ์ก็จะได้รับการตอบรับเฉพาะกลุ่ม แต่ทุกวันนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปมากแล้ว ธุรกิจต้องตามให้ทันหรือนำหน้าไปแก้ไขปัญหาให้ได้ อันนี้สำคัญ

สรุป

สิ่งที่กูรูแนะนำสำหรับสตาร์ทอัพไทยคือ ต้องคิดใหญ่ให้มากกว่านี้ ไกลกว่าระดับประเทศ แต่ไปตอบโจทย์ในระดับภูมิภาค ทวีป หรือโลก ด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่กูรูสตาร์ทอัพค่อนข้างเชื่อมั่นว่าจะไปถึงได้อย่างแน่นอน

ส่วน Growth Hacking ด้านบนเป็นเพียงเทคนิคที่ต้องนำไปปรับใช้กับธุรกิจ สตาร์ทอัพบางรายอาจทำครบแล้วไม่รุ่ง หรือทำไม่ครบแต่รุ่ง นั่นก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ที่ทั้งควบคุมได้และควบคุมไม่ได้อีกมาก แต่สิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะในธุรกิจหรือชีวิตก็ตาม มันไม่ใช่ว่าเราประสบความสำเร็จอย่างไร แต่มันคือถ้าเราล้มแล้วลุกขึ้นได้ไวแค่ไหนมากกว่าต่างหาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside

ทำไม Zanroo สตาร์ทอัพไทย ถึงสามารถให้บริการ Social Marketing

ทำไม Zanroo สตาร์ทอัพไทย ถึงสามารถให้บริการ Social Marketing ได้ใน 15 ประเทศ
By matemate -12/07/2017
Zanroo หรือ แสนรู้ เป็นสตาร์ทอัพไทยสาย MarTech หรือ Marketing Technology ให้บริการ Social Marketing เช่นการทำ Social Monitoring และ Social Engagement พูดให้เข้าใจง่ายคือ ดูแลบริหารจัดการข้อมูล Big Data ที่เกี่ยวกับโซเชียลให้แบรนด์และองค์กรต่างๆ

Zanroo เริ่มต้นมาประมาณ 4 ปี มีสำนักงานสาขาใน 5 ประเทศ และให้บริการใน 15 ประเทศ โดยเฉพาะในไทยที่ ธนาคารใหญ่, ค้าปลีกรายใหญ่, บริษัทขนาดใหญ่ต่างเป็นลูกค้าของ Zanroo แต่ชื่อ Zanroo กลับไม่เป็นที่รู้จักมาก หลายคนอาจเคยได้ยินเป็นครั้งแรก อะไรทำให้ได้รับความสนใจ และสามารถระดมทุนครั้งแรก 7.4 ล้านดอลลาร์ ผ่าน Shift Ventures

แตกต่างด้วยประสิทธิภาพของระบบ AI

ชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Zanroo บอกว่า การทำงานของ Zanroo คือ การเป็นผู้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ หรือ WHO KNOW EVERYTHING THAT’S HAPPENING ONLINE เพื่อให้สามารถบอกแบรนด์หรือองค์กรต่างๆ ได้ว่า อะไรกำลังเกิดขึ้น มีการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถจัดการอย่างไร และหากมีปัญหาเกิดขึ้น จะแก้ไขอย่างไร

จุดเด่นที่ทำให้ Zanroo แตกต่างจาก Social Marketing รายอื่นๆ ไม่ใช่แค่ในไทย แต่แตกต่างจากผู้ให้บริการอื่นๆ ทั่วโลก ทำให้มีลูกค้าใช้บริการอยู่มากกว่า 300 องค์กรใน 15 ประเทศ ประกอบด้วย 6 จุดแข็ง คือ

Targeted Social Listening มีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมด และทำการกลั่นกรองเพื่อให้ได้ข้อมูลที่พร้อมใช้งานทันที
Multi-Language Capabilities รองรับภาษาที่หลากหลาย ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, จีน สามารถรองรับได้ ลงลึกถึงความแตกต่างของภาษาท้องถิ่นในประเทศด้วย
Real-Time Insights หากมีเรื่องราวใดเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ Zanroo แสดงผลได้ในทันที เพื่อป้องกันหรือแก้ไขสิ่งที่ไม่คาดคิดได้อย่างทันท่วงที
Intuitive Control การใช้งานที่ง่ายต่อการควบคุมจัดการแสดงผลผ่าน dashboard
Data Security 100% รับรองความปลอดภัยของข้อมูลทั้งหมด
All-in-One Product เป็นบริการที่ครบวงจร ทั้ง Monitor, Engagement และ Research

ชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Zanroo
Shift ช่วยระดมทุน 7.4 ล้านดอลลาร์ บุก 40 ประเทศ

Zanroo เป็นสตาร์ทอัพไทยไม่กี่ราย ที่มีรายได้ทันทีในเดือนแรกถึงปีที่ผ่านมา มีรายได้กว่า 100 ล้านบาท และตั้งเป้าในปีนี้ 260 ล้านบาทจากการให้บริการในหลายประเทศ ทางผู้ร่วมก่อตั้งระบุว่าก่อนหน้านี้มี บริษัทขนาดใหญ่ในไทยและต่างประเทศต้องการซื้อ หรือถือหุ้น แต่ Zanroo ปฏิเสธเพราะไม่ต้องการจำกัดการให้บริการ และไม่มีความจำเป็นต้องเร่งระดมทุน

แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา Zanroo ต้องการขยายตลาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินทุน ดังนั้นจึงจับมือกับ Shift Ventures เพื่อระดมทุนเป็นครั้งแรกมูลค่า 7.4 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 260 ล้านบาท) โดยมีผู้ร่วมลงทุน เช่น Asia Plus และนักลงทุนอิสระอีกจำนวนหนึ่ง โดยจะใช้เงินเพื่อวิจัยและพัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้น, เตรียมหาทีมงานในต่างประเทศเพิ่ม และมุ่งทำตลาด

ภายในปี 2562 จะขยายตลาดให้ได้ 40 ประเทศทั่วโลก มียอดรายได้แตะที่ 30 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 1,000 ล้านบาท ตั้งเป้าเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรก เป็น Unicorn Startup ติดอันดับ 1  ใน 10บริษัท MarTech ระดับโลก

ชิตพล บอกว่า การลุยตลาดต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ผ่านมา Zanroo เข้าทำตลาดในมาเลเซีย และขึ้นเป็นผู้ให้บริการอันดับ 1 และขยายไปประเทศรอบๆ รวมถึงสิงคโปร์ทำให้ได้เจอกับบริษัทข้ามชาติมากขึ้น ได้เริ่มเข้าทำตลาดในญี่ปุ่น และมีแผนปลายปีที่จะเริ่มทำตลาดอย่างจริงจังใน อเมริกาและจีน ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่

ความแตกต่างที่ Zanroo ทำได้
ARUN บริการเวอร์ชั่นใหม่ ความพิเศษที่หาไม่ได้จากที่อื่น

อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ก่อตั้ง Zanroo บอกว่า ที่ผ่านมา Zanroo เน้นให้บริการภาษาท้องถิ่น แก้ปัญหาเรื่อง Data แต่เวลานี้อยู่ระหว่างการพัฒนาบริการใหม่ภายใต้ชื่อ ARUN (อรุณ) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีนี้ โดยจะเป็นระบบโซลูชั่นเดียวในโลกที่สามารถบริหารจัดการสื่อ 3 ส่วนคือ Paid Media, Owned Media และ Earned Media ได้แบบครบวงจร

“การไปทดลองทำตลาดที่อเมริกา ซึ่งเรื่องของ MarTech และ AdTech ที่นั่นล้ำหน้ากว่าไทยประมาณ 7 ปี แต่ผลที่ได้รับคือ Zanroo เป็นผู้ให้บริการเดียวที่สามารถรวม 3 ส่วนในโซลูชั่นเดียว และแสดงผลได้อย่างถูกต้องแม่นยำรวดเร็วที่สุด ทำให้ได้รับความสนใจจากบริษัทกว่า 20 แห่ง ปลายปีนี้ถ้า ARUN พัฒนาสมบูรณ์ นั่นคือเวลาของการปิดการขาย”

แต่ก่อนจะขยายไปอเมริกาและยุโรป Zanroo จะเน้นตลาดในเอเชียให้เรียบร้อยก่อน โดยที่ ไทยและมาเลเซีย เป็นอันดับ 1 อยู่แล้ว แต่ในอนาคต อินโดนีเซีย และ ญี่ปุ่น จะเป็นตลาดที่ใหญ่กว่า รวมถึงจีน ที่ใช้เวลาศึกษามากว่า 2 ปีแล้ว

อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ก่อตั้ง Zanroo
สรุป

สิ่งที่ทำให้ Zanroo แตกต่าง คือการบริหาร Big Data ด้วย 3 สิ่ง คือ Velocity คือ รวดเร็วที่สุด, Volume คือ มีปริมาณขนาดใหญ่ และ Variety คือ หลากหลายภาษาและแหล่งที่มาของข้อมูล และทำได้ดีกว่าผู้ให้บริการรายอื่น จึงไม่น่าแปลกใจถ้า Zanroo จะสามารถให้บริการได้ใน 15 ประเทศ และระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจไป 40 ประเทศ ซึ่งทาง ผู้ร่วมก่อตั้งบอกว่า อาจไม่จำเป็นต้องระดมทุนรอบต่อไปแล้ว เพราะ Zanroo สามารถเข้าตลาดหุ้นได้แล้ว แต่อยู่ที่ว่าจำเป็นหรือไม่

สิ่งที่ทำให้ Zanroo โดดเด่นอีกประการ ไม่ใช่แค่การให้บริการด้วย AI ที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาบริการไปสู่ระดับ ASP หรือ Application Service Provider คือเป็นบริการที่ทุกคน ทุกองค์กรทั่วโลกสามารถเข้าใช้งานได้ทันที เท่ากับสามารถจับตลาดลูกค้าได้ทั่วโลก และทำให้ Zanroo อาจเป็น Unicorn Startup ตัวแรกของไทย